
ชิมผลผลิตปลอดสาร-ชมถ่านผลไม้พญาซอ-บอระเพ็ดหวานที่ "อัมพวา"
"อัมพวา" ไม่ได้มีแค่ตลาดน้ำยามเย็นในวันเสาร์-อาทิตย์ หรือ "หิ่งห้อย" ในยามค่ำคืนเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีของดีอื่นๆ เช่น แหล่งเรียนรู้ "เกษตรพอเพียง" เพื่อการพึ่งพาตนเองในเครือข่ายมหาวิทยาลัย
ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงดังกล่าวตั้งอยู่ที่ ศูนย์กลางเรียนรู้ชุมชนตำบลบางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นบ้านของ อาจารย์สมทรง แสงตะวัน ปราชญ์ชาวบ้านผู้ริเริ่มเกษตรอินทรีย์ เช่น การกำจัดแมลงศัตรูพืชในสวนก็ใช้แมลงมาควบคุมแมลง หรือใช้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำคอยดักกินแมลง รวมทั้งกระบวนการเก็บเกี่ยวผลิตที่เน้นมาตรฐานอย่างสูงสุดเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัยที่สุด
เราใช้เวลาปั่นจักรยานชมสวนอย่างเพลิดเพลิน ท่ามกลางทิวทัศน์สองฟากทางที่รกครึ้มด้วยสวนผลไม้ สวนมะพร้าว ปลูกสลับกันไปทำให้แสงแดดที่แผดกล้าไม่สามารถเล็ดลอดมาระคายผิวของเราได้เลย
จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปพบกับ ครูสมพร เกตุแก้ว ศิลปินดีเด่น ประจำ จ.สมุทรสงคราม (ด้านศิลปวัฒนธรรม) ผู้เป็นเจ้าของ "บ้านพญาซอ" ซึ่งมาจากความอุตสาหะพยายามในการสะสมและประดิษฐ์ซอด้วยการแกะสลักกะลามะพร้าว
ส่วนการแกะสลักนั้นจะใช้เครื่องมือเฉพาะที่มีการพัฒนาให้เหมาะสำหรับมือแต่ละคน โดยเหล็กที่ใช้คือ "เหล็กน้ำพี้" ที่มีความคมและยืดหยุ่นมากกว่าเหล็กชนิดอื่นๆ
สำหรับลวดลายที่นิยมแกะสลักเช่น ลายตัวละคร ลายพุดตาน ลายพระนามย่อ ลายนามปีนักษัตร ฯลฯ
ขณะที่สนนราคาของซอแกะสลักจากฝีมือครูสมพรบางตัวมีราคาถึง 8 แสนบาท !!
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้ที่ครอบครองซอจากกะลาจึงให้ความรักและหวงแหนเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่เพราะราคาของมันเท่านั้น หากแต่เป็นคุณค่าทางศิลปะต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่าสูงล้ำ
ที่น่าสนใจคือ ถ่านไม้ของที่นี่นับเป็นถ่านขั้นแอดวานซ์ และมีรูปร่างหน้าตาไฮโซไม่น้อย เพราะมีการทำเป็นรูปผลไม้ต่างๆ เช่น สับปะรด น้อยหน่า ส้มโอ มะนาว แต่ยังคงคุณสมบัติในการให้ความร้อน และดูดกลิ่นได้เช่นเดียวกับถ่านไม้ทั่วไป
ส่วนด้านบนของเตาถ่านก็ไม่ปล่อยให้พลังงานความร้อนหมดไปโดยเปล่าประโยชน์จึงมีการตั้งกระทะสำหรับคั่วเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ขณะที่ขี้เถ้าที่มีฤทธิ์เป็นด่างก็นำไปทำเป็น "น้ำยาซักผ้า" ซึ่งน้ำที่เหลือจากการซักผ้าจะมีสารเคมีตกค้างน้อยมาก สามารถนำไปรดน้ำต้นไม้ได้
จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปที่ "บ้านผลไม้กลับชาติ" ซึ่งทำให้รู้ถึงสรรพคุณต่างๆ ของผลไม้ และพืชสมุนไพรไทย เช่น ใครจะรู้ว่า "บอระเพ็ด" มีสรรพคุณทั้งลดไข้และบำรุงผิวพรรณด้วย
ส่วนใครที่ยังคิดว่าบอระเพ็ดต้องขมสุดๆ ระดับตัวแม่คงต้องเปลี่ยนความคิดกันเสียใหม่ เพราะวันนี้ที่อัมพวาเขาทำให้บอระเพ็ดเป็น "ของหวาน" ที่กินง่าย อร่อยไม่รู้เบื่อ โดยใช้แค่น้ำ เกลือ และตบท้ายด้วยน้ำตาลเป็นส่วนผสมเท่านั้น
แต่กว่าจะทำให้บอระเพ็ดคายความขมไปจนสิ้นก็ต้อง "แช่น้ำเกลือ" นานถึง 1 เดือนเต็ม ทั้งยังต้องคอยเปลี่ยนน้ำทุกวัน ก่อนจะถึงขั้นตอนการแช่น้ำตาลเพื่อทำให้หวานอีก 15 วัน
วันหยุดยาวช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ชาวกรุงคนใดอยากสัมผัสบรรยากาศพื้นบ้าน ท่ามกลางร่องสวนรกครึ้มที่เต็มไปด้วยผลไม้นานชนิด ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
"อัมพวา" เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ครบวงจรที่สุด ด้วยระยะทางเพียง 70-80 กิโลเมตร จากเมืองหลวงเท่านั้น
กิตตินันท์ รอดสุพรรณ



