
ล้มสัมปทาน71บริษัทนมสั่งอย.เช็กมาตรฐานสภาบี้สรรพากรสอบภาษี"เสี่ยเจริญ"
ผลถก6 รมต.สางนมร.ร.บูด ถึงมือ "อภิสิทธิ์" เล็งรื้อระบบโซนนิ่งโรงนม-ยกเลิกนมถุง"กอร์ปศักดิ์" จ้องปิด 71 บริษัทชี้บางแห่งไม่มีตัวตน "เจริญ" โผล่แจง กมธ.ยุติธรรม "สุวโรช" บี้สรรพากรสอบภาษีพันล้าน "ดีเอสไอ" ลุยตรวจเส้นทางเงิน 68 บริษัท ขณะที่ สสจ.พิจิตร สั่งอ
ความคืบหน้าในการแก้ปัญหานมโรงเรียนผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 มีนาคม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหานมโรงเรียนเน่าและแก้ปัญหานมดิบล้นตลาด
มีรายงานข่าวเปิดเผยว่าในการประชุมครั้งนี้ นายกอร์ปศักดิ์ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของนมโรงเรียน เพื่อจะได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบให้แก่โครงการนมโรงเรียนอย่างทั่วถึง จากเดิมที่ตั้งงบประมาณไว้ 8,000 ล้านบาทและรัฐบาลชุดนี้ได้ให้งบประมาณเพิ่มเติมอีก 3,000 ล้านบาทในการขยายโครงการนมโรงเรียนจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6) เจ้าหน้าที่ อ.ส.ค.ได้ชี้แจงตัวเลขการผลิตนมโรงเรียนให้ที่ประชุมรับทราบโดยแบ่งเป็น ป.1-ป.4 จำนวน5.3 ล้านคนป.5-ป.6 จำนวน1.9 ล้านคนต้นทุนในการผลิตนมพาสเจอไรซ์ 5.76 บาทต่อถุงนมยูเอชทีอยู่ที่ 5.25 บาทต่อถุงขณะที่ราคากลางในการประมูลโครงการนมโรงเรียนอยู่ที่ 6.57 บาท
นอกจากนี้อ.ส.ค.รายงานว่ามีบริษัทที่เข้าร่วมผลิตนมโรงเรียนทั่วประเทศ ที่ผลิตนมพาสเจอไรซ์ 71 แห่งผลิตนมยูเอชที 12 แห่งและผลิตเนยอีก 8 แห่งนายกอร์ปศักดิ์มองว่า ผู้ผลิตนมพาสเจอไรซ์พบปัญหาเรื่องการเน่าเสียมากที่สุด
บริษัททั้ง71 แห่งมีปัญหามาก ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่ บางแห่งไม่มีที่อยู่ เป็นเพียงตึกแถวห้องเช่า มีบางแห่งเป็นโรงไม้ และไม่ได้มาตรฐาน จึงอยากให้ อย.และกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปตรวจสอบหากพบว่าไม่มีใบอนุญาตและไม่ได้มาตรฐาน ให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะอยากดูว่าทั้ง 71 บริษัทเวิร์กหรือไม่เวิร์กหากไม่เวิร์กก็สั่งปิดโรงงานนั้นไปเลย แหล่งข่าวอ้างคำพูดของนายกอร์ปศักดิ์ในห้องประชุม
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมนายกอร์ปศักดิ์ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ของ อ.ส.ค.ว่าหากมีการยกเลิกทั้ง 71 บริษัทอ.ส.ค.จะมีศักยภาพในการผลิตนมโรงเรียนได้เองหรือไม่ซึ่งเจ้าหน้าที่ อ.ส.ค.ชี้แจงว่าปัจจุบัน อ.ส.ค.มีโรงงานผลิตนม5 แห่งทั่วประเทศสามารถผลิตนมได้ 450 ตันต่อวันแต่ความต้องการบริโภคนมมี 1,000 ตันต่อวัน จึงมีการจ้างบริษัทให้ผลิตในส่วนที่ขาดอีก 550 ตันต่อวันหากบริษัทเอกชนต้องเลิกไป อ.ส.ค.คงไม่มีศักยภาพในการผลิตได้
ต่อมานายกอร์ปศักดิ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมร่วม6 กระทรวงว่าได้นำผลการหารือจากที่ประชุมรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ เบื้องต้นรัฐบาลเห็นควรให้ยกเลิกระบบโซนนิ่งในการจัดซื้อนมโรงเรียน เพื่อผลิตนมโรงเรียน และมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานโรงงานผลิตนม 71 แห่งและให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าไปตรวจสอบว่านมได้มาตรฐานหรือไม่หากไม่ได้มาตรฐานก็จะหามาตรการทบทวน แต่ขณะนี้เมื่อสัญญาเดินหน้าก็ต้องปล่อยไปก่อน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบอีกครั้งในวันที่10 มีนาคมนี้
"รัฐบาลยังคงโครงการนมโรงเรียนเหมือนเดิม แต่จะมีการปรับโครงสร้างใหม่ จากเดิมเป็นนมถุง 70% นมกล่อง 30% แต่จะพยายามเปลี่ยนเป็นนมกล่อง70% นมถุง 30% และในอนาคตจะพยายามให้เป็นนมกล่องทั้งหมด โดยยังคงมาตรฐานนมโค 100% นอกจากนี้ระยะยาวในการแก้ปัญหานมล้นตลาด รัฐบาลจะมีมาตรการในการใช้น้ำนมดิบแทนนมผง" นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
ปชป.ยันไม่มีวาระซ่อนเร้น
นายสุเทพเทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์ติดตามเรื่องนมโรงเรียนเพื่อโยนความผิดให้แก่รัฐบาลที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจไปไล่จับใคร แต่จุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาให้เกษตรกรและนักเรียน
"ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ แต่ที่ต้องดำเนินการ เพราะจะไม่ให้เงินภาษีของประชาชนที่จะนำไปซื้อนมให้เด็ก ถูกคนร้ายเอาไปปู้ยี่ปู้ยำจนเกิดความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลยอมไม่ได้" นายสุเทพกล่าว
บี้สอบภาษี"เจริญ"ร่วมพันล้าน
วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาปัญหานมโรงเรียน โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ได้แก่ นายเจริญ เดชเกิด ตัวแทนผู้ประกอบการส่งนมรายใหญ่ในโซน 2 ภาคใต้ นายวิศวะ คงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร นายสมศักดิ์ จันทร์รุ่ง ตัวแทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตัวแทนกรมสรรพากร พร้อมด้วยตัวแทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตัวแทนผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมสังเกตการณ์
ภายหลังการประชุมนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยนายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ร่วมกันแถลงข่าว
นายประชากล่าวว่าที่ประชุมได้พิจารณาถึงปัญหานมบูด นมเน่า นมเสีย และนมไม่ได้มาตรฐาน โดยเชิญหน่วยงานทุกส่วนมาชี้แจง และพบหลักฐานการจัดส่งนม โดยเฉพาะนมผงขาดมันเนยที่นำเข้ามาในประเทศสำหรับเลี้ยงสัตว์ ที่นำเข้าเกินความจำเป็นที่จะใช้ในประเทศ ไม่ทราบว่าหน่วยงานต่างๆ ปล่อยให้นำเข้าได้อย่างไร เพราะอาจจะมีการนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมของนมโรงเรียนได้ คณะกรรมาธิการจะสรุปข้อมูลนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มีนาคมนี้ และจะส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ในการติดตามเส้นทางเดินของเงิน เพื่อหาผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นนักการเมือง
นายสุวโรชกล่าวว่าหลังจากนายเจริญตอบข้อซักถามถึงขั้นตอนการจัดส่งน้ำนมจากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) มายังวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร รวมทั้งการรับสัมปทานส่งนมโรงเรียนทั้ง 3 แห่งในภาคใต้นั้น คณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการหลบเลี่ยงภาษีในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา และอาจเป็นวงเงินสูงเกือบพันล้านบาท อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กรมสรรพากรจะต้องไปดำเนินการตรวจสอบต่อไป
นายสุวโรชกล่าวอีกว่าเรื่องที่นายเจริญเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาปลอมแปลงเอกสารเบิกเงิน 280 ล้านบาทมาใช้ แต่ปรากฏว่ามีการยอมความกัน โดยนายเจริญยอมจ่ายค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์โคนมเพิ่มอีก 9 แสนบาท
สรรพากรเมืองคอนรับลูก
นางศิริพรบุญเจริญ สรรพากรพื้นที่นครศรีธรรมราช กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามสืบสวนภาษีจากการจำหน่ายนมว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบข้อมูลกรณีนายเจริญได้สิทธิเข้าบริหารโรงผลิตนมของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จากนั้นจะเรียกผู้ที่รับการตรวจสอบมารับทราบผล และประเมินภาษีเงินได้ตามลำดับ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
นางศิริพรยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างรัดกุม ส่วนเส้นทางเงินไปถึงใคร มีการทำสัญญาซื้อขายอย่างไรกับ อปท. ผลประโยชน์ไปถึงใคร บุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบ มีภาระภาษี เพราะมีเงินได้ และการดำเนินการเช่นนี้จะทำทั้งจังหวัดที่มีการจำหน่ายนมให้ อปท. และจะต้องดูต่อว่าสัญญามีการอำพรางไว้หรือไม่
วิทยาลัยเกษตรฯชุมพรปิดโรงนม
ขณะที่นายวิศวะ คงแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร กล่าวว่า ทางวิทยาลัยร่วมกับนายเจริญในการผลิตนม โดยวิทยาลัยได้ปรับปรุงเครื่องมือและอาคารที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัย ส่วนสัญญาการแบ่งรายได้นมโรงเรียน เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีกำไร 23 สตางค์ โดยจะหักให้วิทยาลัย 5 สตางค์ ที่เหลือนายเจริญรับไป โดยทำสัญญา 10 ปี แต่หลังจากนี้โรงงานนมคงต้องปิดตัว เพราะไม่มีอะไรมารองรับ ที่ผ่านมาตนต้องตกเป็นจำเลยของสังคม
"ดีเอสไอ"ลุยสอบบริษัท
พ.ต.อ.สุชาติวงศ์อนันต์ชัย รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวภายหลังเป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร เรื่องการตรวจสอบกรณีทุจริตจัดซื้อนมโรงเรียนของ อปท. ว่า ในเบื้องต้นพบพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) ดีเอสไอจึงส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีในหลายจังหวัด นอกจากนี้จะเร่งตรวจสอบร่องรอยการเงินและการรับผลประโยชน์ต่างๆ ของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อนมโรงเรียน รวมถึงการทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ของผู้ประกอบการจำหน่ายนมโรงเรียนทั้ง 68 แห่ง
พ.อ.ปิยะวัฒก์กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กล่าวว่า ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ จ.ชุมพร เพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการจัดซื้อนมโรงเรียน คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะสรุปข้อเท็จจริงในเบื้องต้นได้
สุ่มอปท."กินหัวคิว-ฮั้ว"นมร.ร.
รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยข้อมูลจากชุดสืบสวนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ซึ่งกระจายกำลังสุ่มตรวจสอบการจัดซื้อนมโรงเรียนของ อปท. 87 แห่ง พบว่าปัญหานมบูดเน่าอันเป็นผลมาจากกระบวนการผลิตพบน้อยมาก แต่ปัญหาที่ส่อพิรุธถึงการทุจริตทั่วประเทศ คือ การกินหัวคิว และสมยอมราคา เนื่องจากนโยบายของฝ่ายบริหาร เรื่องการจัดแบ่งเขตพื้นที่ หรือโซนนิ่ง จำหน่ายนมโรงเรียนตามมติ ครม.เดือนพฤศจิกายน 2548 เอื้อให้เกิดการฮั้วประมูล จากการตรวจสอบพบว่า หลังการจัดแบ่งโซนนิ่งไม่ค่อยมีปรากฏว่าบริษัทใดเสนอราคาในซองประมูลต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดไว้ที่ถุงละ 6.57 บาท
การสุ่มตรวจสอบข้อมูลทั่วประเทศพบว่าแม้จะมีการขึ้นทะเบียนบริษัทผู้มีสิทธิจำหน่ายนมโซนนิ่งละกว่า 18 ราย แต่ในความเป็นจริงมีผู้ประกอบการเสนอราคาเพียง 1-2 ราย และพบว่าผู้เสนอราคาทั้ง 2 ราย ตกลงสมยอมราคากันมาก่อนยื่นซองประมูล บริษัทแรกที่รับสมอ้างเป็นคู่แข่งจะเสนอราคา 6.58 บาท ซึ่งสูงกว่าราคากลาง ส่วนอีกบริษัทจะเสนอราคาพอดีกับราคากลาง คือ 6.57 บาท
ทั้งนี้ระบบโซนนิ่งนมโรงเรียนจะแบ่งพื้นที่การจำหน่ายนมออกเป็น 3 กลุ่มจังหวัด โซน 1 ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด โซน 2 ภาคตะวันตกและ 14 จังหวัดภาคใต้ รวม 22 จังหวัด โซน 3 ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 36 จังหวัด
มีผู้ประกอบการผลิตนมได้รับการคัดเลือกจากชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย(ชคท.) รวม 68 ราย ซึ่งแต่ละบริษัทจะได้รับสิทธิจำหน่ายนมเพียง 1 โซน และมีระเบียบห้ามจำหน่ายนมข้ามโซนจังหวัด แต่กลับพบว่ามีผู้ประกอบการนมรายใหญ่ 3-4 แห่ง ได้รับสิทธิให้จำหน่ายนมใน 2 โซน
นอกจากนี้ข้อมูลในทางลึกยังระบุว่า ชคท.จะหักหัวคิวการจำหน่ายนมจาก 68 บริษัท ผู้ที่มีสิทธิในทะเบียนบริษัทผู้จำหน่ายนมโรงเรียนประมาณถุงละ1-2 สตางค์ ในกรณีผู้ประกอบการรายเล็กในพื้นที่ต่างๆ ต้องการผลิตนมจำหน่ายให้แก่โรงเรียน จะต้องจ่ายค่านายหน้าถุงละ 20-30 สตางค์ เพื่อแลกกับการเข้าไปสวมสิทธิ์จำหน่ายนมแทนบริษัทที่ชนะการประมูล
ส่วนประเด็นที่พบว่ามหาวิทยาลัยใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีโรงงานผลิตนมแต่กลับเปิดให้เอกชนเข้าดำเนินการ โดยทางมหาวิทยาลัยหักหัวคิวนมพาสเจอไรซ์ถุงละ 12 สตางค์ นมยูเอชทีกล่องละ 6 สตางค์ ส่วนค่าแป๊ะเจี๊ยะที่จ่ายเพื่อเข้ามาใช้เครื่องจักรโดยเอกชนไม่ต้องใช้เงินลงทุนสร้างโรงงานนั้น คาดว่าจ่ายไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ปั้นตัวเลขซื้อรับน้ำนมดิบ
รายงานข่าวเปิดเผยว่าการวางหลักเกณฑ์ให้บริษัทนมที่ประสงค์จะจำหน่ายนมโรงเรียนต้องซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเท่านั้น เป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากน้ำนมดิบในประเทศราคาสูงกว่านมผงจากต่างประเทศถึงกิโลกรัมละ 8 บาท หากปฏิบัติได้จริงจะไม่มีปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวกลับมีการกำหนดเพิ่มไปด้วยว่า ในกรณีที่บริษัทผู้ผลิตนมสั่งซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรในปริมาณเท่าใด ก็มีสิทธิสั่งซื้อนมผงจากต่างประเทศได้ในปริมาณเท่าๆ กัน จึงส่งผลให้มีการทุจริตตกแต่งตัวเลขปริมาณการสั่งซื้อน้ำนมดิบ เช่น บางบริษัททำตัวเลขลมเพื่อตบตา ชคท. โดยตั้งบริษัทลูกเป็นศูนย์รับซื้อน้ำนมดิบ และแต่งตัวเลขให้พอดีกับปริมาณนมที่จำหน่ายให้แก่โรงเรียน จากนั้นก็จะนำนมผงจากต่างประเทศมาผสมน้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิต
ส่วนกรณีการจัดแบ่งโซนนิ่งก็ไม่ประสบผลสำเร็จในแง่การบริหารจัดการระบบขนส่งนมให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่จริง เพราะยังมีการลักลอบผลิตนมนอกพื้นที่ และยังมี อบต.หลายแห่งฝ่าฝืนระเบียบ ซื้อนมจากผู้ประกอบการรายอื่น โดยมีการเซ็นเช็คจ่ายเงินให้แก่บริษัทนมรวม 13-14 แห่ง ซึ่งรายชื่อไม่ตามบัญชีผู้มีสิทธิจำหน่ายนม และยังมีการฝ่าฝืนสั่งซื้อนมข้ามโซนนิ่ง
สสจ.สั่งอายัดนมหมื่นกล่อง
ขณะเดียวกัน นพ.ประจักษ์วัฒนกุล สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบนมที่โรงเรียนอนุบาลบางมูลนาก อ.บางมูลนาก พบความผิดปกติของนมยูเอชทีที่ผลิตจากบริษัทแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ แต่ยังไม่มีการแจกจ่ายให้นักเรียน จากการตรวจสอบพบว่า นมดังกล่าวเกิดฟอง มีการจับตัวกันและลอยเป็นฝ้า จึงสั่งให้อายัดนมจำนวน 1,740 ลังหรือ 62,640 กล่องและห้ามนำออกไปแจกจ่ายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังสั่งให้ทุกพื้นที่ของจังหวัดที่รับนมจากบริษัทดังกล่าว อายัดนมไว้ทั้งหมด ซึ่งต้องมีการตรวจสอบต่อไปว่ามีที่โรงเรียนใดบ้าง



