
(คลิป) 5 เขื่อนใหญ่โคราชเหลือน้ำ 32 เปอร์เซ็นต์
นครราชสีมา - คมข่าวทั่วไทย
นครราชสีมา วันนี้ (5 กรกฎาคม 2562) นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน “มูน” ที่ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ซึ่งล่าสุดพายุได้อ่อนกำลังลงแล้วตั้งแต่ช่วงเย็นวานนี้ เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง แต่ยังคงทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ขอนแก่น ชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมา มีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมแรงอยู่ ซึ่งปริมาณฝนที่ตกลงมา ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนของแต่ละพื้นที่ได้เล็กน้อย
โดยที่จังหวัดนครราชสีมา 5 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำฝนไหลเข้าอ่างฯ เมื่อวานนี้ราว 2.3 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ยังไม่ทำให้สถานการณ์น้ำของแต่ละอ่างฯ ดีขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำใช้การยังต่ำอยู่ ซึ่งทั้ง 5 อ่างฯ ขณะนี้ มีน้ำกักเก็บเฉลี่ยเหลืออยู่ที่ 353 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ร้อยละ 35 โดยเป็นน้ำใช้การได้เพียง 312 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือร้อยละ 32 % เท่านั้น
ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย ยังวิกฤตมากสุด มีปริมาณน้ำกักเก็บเหลืออยู่เพียง 22.64 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 14.61 ของความจุกักเก็บทั้งหมด แต่เป็นน้ำใช้การได้ 21.92 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 14.21 เท่านั้น ส่วนอ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำมากกว่าที่อื่น คือ 165.95 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 52.77 ของความจุกักเก็บทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 143.23 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 49.09 ขณะที่อ่างเก็บน้ำอีก 3 แห่งที่เหลือ คือ อ่างเก็บน้ำมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 42.92 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 30.44 ของความจุกักเก็บ เป็นน้ำใช้การได้ 35.92 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 26.81
อ่างเก็บลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 91.63 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 33.32 ของความจุกักเก็บเป็นน้ำใช้การได้ 84.63 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31.58 และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง อ.เสิงสาง มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 29.91 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 24.63 ของความจุกักเก็บ เป็นน้ำใช้การได้ 26.46 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 22.43 ซึ่งทั้ง 5 อ่างฯ ยังสามารรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก
ส่วนการบริหารจัดการน้ำ ทางสำนักงานชลประทานที่ 8 ยังต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด โดยเน้นเพื่อการอุปโภคบริโภคมาลำดับแรก และปล่อยน้ำลงเพื่อรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ส่วนน้ำสำหรับทำการเกษตร ก็คงจะต้องอาศัยน้ำท่าที่ได้จากฝนตกแทนไปก่อน



