ข่าว

ญี่ปุ่นจี้ถามคืบหน้าปม"มาบตาพุด"ศาลให้เรียกพยานเพิ่ม

ญี่ปุ่นจี้ถามคืบหน้าปม"มาบตาพุด"ศาลให้เรียกพยานเพิ่ม

19 พ.ย. 2552

ศาลปกครองสูงสุดให้เรียกพยานเอกสารคดีมาบตาพุดเพิ่ม คาดรู้ผลคำพิพากษา ม.ค.ปีหน้า ทูตญี่ปุ่นทวงถามความคืบหน้า กังวลกระทบโครงการลงทุน จี้แก้ปัญหาให้จบโดยเร็ว หวังศาลชี้ขาดมีผลในทางบวก

 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด ได้นัดไต่สวนกรณีที่ภาครัฐยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการระงับการดำเนินโครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดของศาลปกครองกลาง ที่ตัวแทนชาวบ้านมาบตาพุดและเอ็นจีโอเป็นผู้ยื่นฟ้อง โดยนายสุทธิ อัฌชาศัย ตัวแทนชาวบ้าน อ.มาบตาพุด ผู้ฟ้อง กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มชาวบ้าน ผู้ฟ้องคดี มีแนวคิดว่าอาจจะเสนอให้ศาลปกครองกลางเจ้าของสำนวนคดีมาบตาพุด ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด เกี่ยวกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ว่ามีผลใช้บังคับทันทีที่รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม คงจะรอให้การพิจารณาคดีอุทธรณ์มีผลออกมาก่อนว่าเป็นอย่างไร" นายสุทธิกล่าว

 ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน หนึ่งในผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า ในนัดสุดท้ายนี้ กลุ่มผู้ฟ้องได้แถลงด้วยวาจาต่อองค์คณะศาลปกครองสูงสุด ให้เรียกพยานเอกสารเพิ่มจาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรรมาธิการจากวุฒิสภา 5 ชุด ซึ่งลงไปตรวจสอบปัญหามลภาวะและสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุด, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิบูรณะนิเวศ ซึ่งลงไปทำการวิจัยในพื้นที่ โดยศาลพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ฝ่ายผู้ฟ้องจัดทำคำแถลงยื่นต่อศาลภายในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ รวมทุกขั้นตอนแล้วคาดว่า ผลอุทธรณ์น่าจะพิพากษาในเดือนมกราคม 2553

 “เหตุผลที่ต้องให้ศาลไต่สวนเพิ่ม เพราะเป็นหลักฐานที่เห็นว่าศาลยังไม่ได้รับรู้จึงจำเป็นต้องขอให้ศาลเรียก ไม่ได้คิดจะประวิงคดี หรือทำให้ศาลตัดสินล่าช้า” นายศรีสุวรรณ ระบุ

 ขณะที่นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังนายมาซาโตะ โอตาคะ อัคราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าพบ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ว่าอัครราชทูตญี่ปุ่นได้สอบถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื่องจากกังวลว่า โครงการลงทุนที่ถูกระงับ 76 โครงการ และเอ็นจีโออาจจะฟ้องเพิ่มอีก 181 โครงการนั้น เป็นโครงการของนักลงทุนญี่ปุ่น หรือเป็นบริษัทป้อนวัตถุดิบให้แก่บริษัทญี่ปุ่นด้วย หากโครงการเหล่านั้นต้องชะลอไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตได้ ทางญี่ปุ่นจึงต้องการให้ปัญหาดังกล่าวสรุปโดยเร็วและชัดเจน

 "เราชี้แจงไปว่า ไทยได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2 มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งญี่ปุ่นเห็นว่า หากต้องการให้ช่วยก็พร้อมสนับสนุนทันที เพราะญี่ปุ่นเคยผ่านปัญหาในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว พร้อมจะให้ข้อมูลและแนวทางแก้ปัญหา โดยญี่ปุ่นกังวลว่า หากมีการสั่งระงับโครงการทั้งหมดแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อไป" นายวิฑูรย์กล่าว

 นายมาซาโตะ โอตาคะ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นหวังว่า การแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดของไทยจะดำเนินการได้เร็ว โดยคาดว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งออกมาในทางบวกแก่นักลงทุน  เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยยังเชื่อมั่นที่จะลงทุนต่อไป หากรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศและพัฒนาปัจจัยสนับสนุนการลงทุน ที่เอื้อต่อนักลงทุนต่างประเทศ จึงไม่มีเหตุผลอื่นที่นักลงทุนญี่ปุ่นจะไม่พอใจการลงทุนในไทย