ข่าว

เรือนชานร้านตลาด-“ชาตินิยม” หรือ “คลั่งชาติ” !!!

เรือนชานร้านตลาด-“ชาตินิยม” หรือ “คลั่งชาติ” !!!

19 พ.ย. 2552

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทั้งสองประเทศ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง นอกจากนี้ ยังกระทบในระดับภูมิภาคด้วย และแท้จริงแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าที่หลายๆ ท่านได้คาดคิดเอาไว้ครับ เพราะจะ

 ดังนั้น เราน่าจะลองมาพิจารณาอย่างมีสติครับ ว่าอะไรที่กำลังเกิดขึ้น และสาเหตุที่เกิดขึ้นเพราะอะไร รวมทั้งจะส่งผลกระทบอย่างไรในอนาคต เพราะปัจจุบันความขัดแย้งทางด้านการเมืองได้มีการนำเอาความรู้สึก “ชาตินิยม” มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกัน   
จากทฤษฎีทางการเมือง แนวคิด “ชาตินิยม” ถือเป็นต้นทุนที่สำคัญ เมื่อถูกนำมาใช้พร้อมกับการ “ปลุกระดม” มวลชน (Propaganda) จนกลายเป็นความ “คลั่งชาติ” สามารถก่อให้เกิดทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ไปพร้อมกัน จะว่าไปแล้วมีผู้นำในหลายประเทศใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ชาตินิยม” ในการดำเนินกิจการทางการเมือง โดยใช้มวลชนที่ได้จากการ “ปลุกระดม” จนกลายเป็นกระแส “คลั่งชาติ” นำมาเป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง เช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ถือเป็นนักปลุกระดมมวลชนให้ “คลั่งชาติ” ที่มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งของโลก เร่งเร้าชาวเยอรมันที่พ่ายแพ้แบบหมดรูปในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้พวกเขาเชื่อว่าเป็นชนเผ่า “อารยัน” ที่เข้มแข็งและชาญฉลาดสามารถปกครองโลกทั้งโลกนี้ได้ จนกระทั่งท้ายที่สุดได้นำพาเยอรมนีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จนพ่ายแพ้อย่างหมดรูปอีกครั้ง  

ส่วน วินสตัน เชอร์ชิล เป็นนักปลุกระดมมวลชน ปลุกจิตสำนึกความรักชาติ สร้างกระแส “ชาตินิยม” ที่มีความสามารถไม่แพ้กัน ปลุกให้ชาวอังกฤษที่กำลังอ่อนแรงอ่อนล้าและกำลังจะพ่ายแพ้สงครามให้ลุกขึ้นมาฮึดสู้อีกครั้ง

ไม่ใช่เพราะกระแส “ชาตินิยม” ที่ถูก “ปลุกระดม” ขึ้นจนกลายเป็นความ “คลั่งชาติ” ของบรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรปหรือครับ ที่เป็นต้นเหตุให้คนหลายสิบล้านคนต้องมาสังเวยชีวิต เข่นฆ่ากันอย่างไร้ความเมตตาปรานี จะว่าไปแล้วคนเหล่านั้นไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยโกรธเกลียดกัน หากนับกันดีๆ ก็จะพบว่า เผลอๆ เป็นวงศาคณาญาติกันเสียด้วยซ้ำ

ไม่ใช่เพราะลัทธิ “คลั่งชาติ” อันเกิดจากการปลุกกระแส “ชาตินิยม” นี้หรือครับ ที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมที่โหดเหี้ยมรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการเข่นฆ่ากันของมวลมนุษยชาติ นอกจากนั้น จากประวัติศาสตร์ที่ผมเคยร่ำเรียนมา ก็จะพบในทันทีว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใดๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกสีน้ำเงินเล็กๆ ที่สับสนวุ่นวายใบนี้ไม่มีเลยสักครั้งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการใช้ความรุนแรง เพราะยิ่งใช้ความรุนแรงปัญหาก็ยิ่งบานปลาย ลุกลามขยายตัวไปไม่รู้จบ ในทางกลับกันการแก้ปัญหาความขัดแย้งมีอยู่วิธีเดียวที่จะจบลงได้ก็ด้วยการนั่งโต๊ะเจรจาโดยสันติวิธีเท่านั้นครับ 

 จะว่าไปแล้วทั้งสังคมไทยและเขมร (ในมุมมองของผม) กำลังเข้าใจและตีความหมายของคำว่า “ชาตินิยม”  ผิดเพี้ยนไปจนกำลังจะกลายเป็นความ “คลั่งชาติ” อีกทั้งบรรดาสื่อต่างๆ ทั้งของไทยและกัมพูชา ต่างนำเสนอความขัดแย้งในเชิง “ปลุกระดม” มวลชน สนุกไปกับการนำเสนอข่าวในเชิงยั่วยุ จนทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะแท้จริงแล้วประเด็นของความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องของประชาชนชาวไทยต่อประชาชนชาวเขมรเลยครับ

 แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองของไทยที่คนเพียงหยิบมือไม่กี่กลุ่ม ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา พอเห็นท่าจะเพลี่ยงพล้ำก็ดึงเอาเพื่อนบ้านมาเป็นพวกร่วมวงทะเลาะด้วย และโชคร้ายเราก็มีเพื่อนบ้านที่ชอบทะเลาะ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านประเภทลุแก่อำนาจ นอกจากนั้น ก็ไม่มีอะไรจะเสีย (มีแต่ได้อย่างเดียว) เลยสนุกสนานกันไปใหญ่ครับ

 จะเห็นได้ว่าความรู้สึก “ชาตินิยม” ได้ถูก “ปลุกระดม” ให้กลายเป็นกระแส “คลั่งชาติ” และได้กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองทั้งไทยและเขมรที่ไร้ทั้งคุณธรรมและจริยธรรม สุดท้ายก็เป็นการ “ทุบหม้อข้าว” ตัวเอง และยังเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” นำเภทภัยมาสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอีกด้วยครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์