
ศาล รธน.เผยรื้อคดียุบทรท.ไม่ได้
ศาล รธน.เผยรื้อคดียุบ ทรท. ไม่ได้ อ้างใช้ ป.วิแพ่งฯประกอบการพิจารณา แนะหากยังแค้นให้ร้อง กกต. ยุบ ปชป. เชื่อออกมาหวังผลการเมืองมากกว่าคดี
รายงานข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า จากกรณีที่ พล.อ. พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย นำตัวนาย ชวการ โตสวัสดิ์ และนาย สุขสันต์ ชัยเทศ พยานในคดียุบพรรคไทยรักไทย มาเปิดเผยว่าได้รับการจ้างวานจากนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้การใส่ร้ายพรรคไทยรักไทย จนต้องถูกยุบพรรค และมีอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยออกมาเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ นำเรื่องขึ้นมาพิจารณาใหม่ เพราะมีพยานหลักฐานชิ้นใหม่ขึ้นมานั้น ตามขั้นตอนทางกฎหมายและกระบวนวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งใช้ประกอบกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งความแพ่งเมื่อมีการวินิจฉัยถึงที่สุดแล้วไม่สามารถรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้ การจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ได้จะทำได้เฉพาะคดีอาญาเท่านั้น แต่เมื่อคดีของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการกำหนดโทษทางอาญา จึงใช้วิธีพิจารณาความอาญามาใช้ไม่ได้
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า แม้ว่าการรื้อคดียุบพรรคไทยรักไทยจะดำเนินการไม่ได้ แต่อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่เห็นว่าตัวเองเสียหาย สามารถยื่นฟ้องดำเนินคดีกับพยานที่ให้การเท็จทั้ง 2 ได้ โดยจะเป็นคดีอาญา และหากศาลพิจารณาแล้วว่าพยานทั้ง 2 ให้การเท็จจริง ผู้เสียหายก็สามารถยื่นฟ้องนายสุเทพว่าจ้างวานหรืออยู่เบื้องหลังที่ทำให้พยานทั้ง 2 ให้การเท็จ เป็นคดีอาญาต่อไปได้ และสามารถยื่นร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพื่อขอให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ฐานใส่ร้ายพรรคไทยรักไทยได้ และหาก กกต.มีความเห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อย่างไรก็ตามหากนำเรื่องขึ้นสู่ศาล แล้วมีการพิสูจน์ได้ว่าพยานทั้ง 2 ไม่ได้ให้การเท็จ ผู้ฟ้องก็จะมีความผิดฐานฟ้องเท็จ มีโทษจำคุกเช่นกัน
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ของตุลาการรัฐธรรมนูญชุดที่มี นาย ปัญญา ถนอมรอด ประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เพราะองค์คณะทั้ง 9 คน มีผู้พิพากษาอาชีพที่ทำหน้าที่มากว่า 30 ปี ถึง 8 คน มีเพียง นาย อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด เพียงคนเดียวที่ไม่ได้เป็นผู้พิพากษาอาชีพ แต่ก็เป็นกฤษฎีกาที่มีความรู้ทางกฎหมายดีมาก ดังนั้นการพิจารณาในประเด็นต่างๆเชื่อว่าดำเนินการได้ครบถ้วน และเรื่องการที่พยานทั้ง 2 ไปอยู่ในความดูแลของ นาย สุเทพ ที่สุราษฎร์ธานี ก็เชื่อว่ามีการสืบพยานและซักค้านในศาลเรียบร้อย จนปราศจากข้อสงสัยจนตุลาการมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ทีมกฎหมายของพรรคไทยรักไทย ก็ต่อสู้อย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นการออกมาระบุการให้การเท็จในช่วงนี้ น่าจะเป็นการหวังผลทางการเมืองมากกว่าหวังผลทางคดี



