ข่าว

ไต่สวนพยานโจทก์คดีกล้ายาง"เนวิน"ยันเป็นโครงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

ไต่สวนพยานโจทก์คดีกล้ายาง"เนวิน"ยันเป็นโครงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร

04 มี.ค. 2552

ศาลฎีกาไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรกคดีกล้ายาง "เนวิน" ยืนยันเป็นโครงการสร้างรายได้-ความมั่นคงให้เกษตรกร

     (4มี.ค.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.50 น. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งแรกคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คชก. , นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ คชก. , นายเนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ , นายสรอรรถ กลิ่นปทุม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอดิศัย  โพธารามิก  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคชก. กับพวกรวม 44 คน ประกอบด้วยกลุ่มคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอโครงการต่อครม. คณะที่ 2 , กลุ่ม คชก. , กลุ่มคณะกรรมการบริหารโครงการ ( กำหนดทีโออาร์) และคณะกรรมการพิจารณาผลประกวดราคาซึ่งเป็นกลุ่มข้าราชการ และกลุ่มบริษัทเอกชน ที่มี 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในเครือซีพี , บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำกัด และ บริษัท เอกเจริญการเกษตร จำกัด กรณีทุจริตจัดซื้อต้นกล้ายางพารา 90 ล้านต้นของกรมวิชาการเกษตรมูลค่า 1,440 ล้านบาท
     โดยก่อนเริ่มการไต่สวนพยานโจทก์กลุ่มจำเลยได้ส่งตัวแทนแถลงเปิดคดีด้วยว่าจาต่อศาลโดยนายเนวิน ชิดชอบ จำเลยที่ 4 ได้แถลงเปิดคดีด้วยวาจาในฐานะซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเสนอโครงการ โดยนายเนวินกล่าวยืนยันว่า การดำเนินโครงการกรีดยางพาราในพื้นที่ใหม่แถบภาคเหนือและภาคอีสาน วัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกร 
     รวมทั้งเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขความยากจนของเกษตรกร ซึ่งมีอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 จนถึงฉบับปัจจุบัน และการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ในการนำร่องในจังหวัดภาคเหนือ และภาคอีสานพื้นที่รวม 1 ล้านไร่ก็ปรากฎว่า หลังจากเริ่มปลูกกล้ายางเมื่อปี 2547 เกษตรกรจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายในอีก 2 ปี (2554) และขณะนี้พบว่าโครงการนำร่องได้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 3 ล้านไร่ 
     จึงเห็นได้ว่า โครงการดังกล่าวเป็นที่พอใจของเกษตรกรและความสนใจของประชาชน ขณะที่ โครงการปลูกยางจะช่วยลดความเสี่ยงให้เกษตรกร เพราะพบว่า หากมีการกรีดยางหลังเก็บเกี่ยวแล้วหากราคาไม่ดีเกษตรกรณีก็สามารถเก็บยางแผ่นไว้รอขายได้ ไม่เหมือนกับการปลูกพืชไร่ หรือพืชสวนที่จะต้องนำไปขายหลังเก็บเกี่ยวทันที 
     นอกจากนี้ เมื่อพ้นระยะเวลา 25 ปี หลังการปลูกต้นยางแล้ว  เมื่อต้นยางหมดน้ำยางเกษตรกรยังสามารถนำต้นยางตัดขายได้ในราคาเฉลี่ยไร่ละ 7-8 หมื่นบาท จึงเห็นได้ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเกษตรกร ซึ่งหากย้อนเวลากลับไปได้ตนยืนยันว่าก็จะดำเนินการอนุมัติโครงการนี้อีกต่อไป
     นอกจากนายเนวินแล้ว กลุ่ม คชก. ก็มีปลัดกระทรวงพาณิชย์จำเลยที่ 14 ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ คชก. ได้แถลงคดีด้วยวาจา ยืนยันว่า การพิจารณาอนมุติใช้เงินในโครงการได้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยกองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกร พ.ศ.2534 โดยการเบิกจ่ายกรมบัญชากลางก็เป็นผู้ดูแลตามระเบียบสำนักนายกฯ
 ขณะที่นายคำนวณ  ชโลปถัมภ์  ทนายความของประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 13  ได้แถลงเปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลว่า จำเลยที่ 13 เป็นหนึ่งในคณะกรรมการคชก.แต่ไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนผลประโยชน์อื่นใด จากการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกลางฯ ดังกล่าว รวมทั้งไม่ใช่ข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตามองค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 
     รวมทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับพนักงานในองค์กรของรัฐตามที่โจทก์ยื่นฟ้อง และที่ผ่านมาจำเลยที่ 13 ได้เดินทางลงไปในพื้นที่ซึ่งปลูกต้นยางพาราในจังหวัดเลยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งพบว่าต้นยางที่ปลูกตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ปี 2547 ก็พร้อมจะได้รับการกรีดยางหากขนาดรอบต้นยางมีความยาวรวม 54 เซ็นติเมตร ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่า การดำเนินโครงการทำให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรดังนั้นจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย ที่ 13 และกลุ่ม คชก.ต่อไปด้วย
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงขณะนี้เมื่อเวลา 11.45 น. จำเลยซึ่งเป็ฯกลุ่มตัวแทนของคณะกรรมการพิจารณาประกวดราคาได้แถลงเปิดคดีด้วยวาจาต่อศาล ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเวลา 12.00 น.
 ทั้งนี้หากเสร็จสิ้นการเปิดแถลงคดีด้วยวาจาของจำเลยแล้วศาจะได้นัดไต่สวนพยานโจกย์ต่อไปซึ่งวันนี้นายเจษฏา อนุจารีย์ ทนายความของปปช. ได้เตรียมพยานบุคคลเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ปากแรกคือนายบรรเจิด  สิงคเนติ  ประธานอนุคตส.