
ฮิวโก ชาเวซ: พระเอกคนสุดท้ายหรือผู้ร้ายหมายเลขหนึ่ง
ในบรรดาผู้นำของโลกในปัจจุบัน ฮิวโก ชาเวซ ประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา ได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีสีสันเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะนักสังคมนิยมคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบัน และในฐานะปรปักษ์ตัวฉกาจของสหรัฐ ที่กล้าออกโรงเผชิญหน้ากับผู้นำประเทศอภิมหาอำนาจแบบหมูไม
ฮิวโก ชาเวซ เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1954 บิดาเป็นครูมีฐานะยากจน จึงส่งชาเวชและพี่ชายไปอยู่กับย่า เมื่ออายุได้ 17 ปี ชาเวซได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนทหารของเวเนซุเอลา เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 1975 ได้เข้าเรียนต่อในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยซิโมน โบลิวาร์ แต่ไม่จบ อย่างไรก็ตามการเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ทำให้เขาสนใจเรื่องการเมือง โดยเฉพาะแนวคิดของฝ่ายซ้ายและอุดมการณ์ของซิโมน โบลิวาร์ พร้อมๆ กับการเป็นนักกีฬาเบสบอล และเขียนบทกวี บทละคร และนิยาย เขารับราชการทหารเป็นเวลา 17 ปี ทั้งในหน่วยรบและเป็นอาจารย์ในโรงเรียนทหาร ซึ่งชอบวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสังคมอย่างเผ็ดร้อน และได้ก่อตั้งขบวนการปฏิวัติโบลิวาร์ -200 (Revolutionry Bolivarian Movement-200) หรือ MBR-200ขึ้น
หลังความล้มเหลวในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีคาร์ลอส แอนเดพส์ เปเรซ ชาเวซได้เป็นแกนนำในการก่อการรัฐประหาร ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1992 โดยชาเวซเป็นผู้นำกองทหารจู่โจมเข้ายึดสถานที่สำคัญในกรุงคาราคัสเมืองหลวงของเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตามการปฏิบัติการของชาเวซล้มเหลว เนื่องจากมีการผิดพลาดบางประการและขาดกำลังสนับสนุน
เชเวซยอมจำนนต่อฝ่ายรัฐบาลและออกโทรทัศน์เรียกร้องให้กองกำลังปฏิวัติตามเมืองต่างๆ วางอาวุธ และถึงแม้จะเป็นฝ่ายแพ้แต่ชาเวซก็กลายเป็นขวัญใจของชาวเวเนซุเอลา ในฐานะผู้ที่กล้าลุกขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการและคอรัปชั่น
ชาเวซต้องโทษจำคุก แต่การรัฐประหารครั้งนั้นก็ส่งผลให้ประธานาธิบดีเปเรซหลุดจากตำแหน่งในเวลาต่อมา และประธานาธิบดีคนใหม่ได้อภัยโทษให้เขา ชาเวซได้ก่อตั้งขบวนการสาธารณรัฐที่ 5 (The Fifth Republic Movement) ขึ้น และลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในปี 1998 โดยชูอุดมการณ์ของซิโมน โบลิวาร์ และการสถาปนาสาธารณรัฐใหม่ด้วยการปราศรัยที่ดุเดือดและโดนใจชาวบ้าน ทำให้คะแนนนิยมของชาเวซพุ่งขึ้นจนสามารถชนะคู่แข่งขัน และก้าวเข้าสู่ทำเนียบประธานาธิบดีในปี 1999
แนวคิดทางการเมืองของชาเวซเป็นการผสมผสานระหว่างอุดมการณ์ของซิโมน โบลิวาร์ และนักปฏิวัติอเมริกาใต้คนอื่นๆ กับลัทธิมาร์กซิสม์ และสังคมนิยมแบบลาตินอเมริกัน รวมทั้งปรัชญาทางการเมืองของเช เกวารา และฟิเดล คาสโตร ซึ่งชาเวซเรียกแนวคิดดังกล่าวของเขาว่า “ลัทธิโบลิวาร์”
ชาเวซยังได้ขยายแนวคิดดังกล่าวไปสู่การพัฒนาชนบทแบบชาวบ้านเป็นผู้กำหนดความต้องการ ที่เรียกว่า“วงจรโบลิวาร์” การดำริเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐโบลิวาร์แห่งเวเนซุเอลา”
ได้มีความพยายามของฝ่ายตรงข้ามในการกำจัดชาเวซออกจากอำนาจ ทั้งการปฏิวัติในปี 2002 การสร้างวิกฤตเศรษฐกิจ การคลัง และการเมือง ในปี 2004 แต่ชาเวซก็สามารถรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ และมีชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ในปี 2006
ชาเวซเป็นคนที่ต่อกรกับสหรัฐ อย่างปราศจากความเกรงกลัว และอาจเป็นผู้นำในโลกปัจจุบันเพียงไม่กี่คนที่ยังคงเรียกสหรัฐว่า “จักรวรรดินิยม” ชาเวซต่อต้านระบบทุนนิยมและระบบการค้าเสรีของสหรัฐในลาตินอเมริกาอย่างแข็งขัน โดยก่อตั้งองค์การการค้าทางเลือกโบลิวาร์สำหรับประชาชนอเมริกัน (Bolivarian Alternatives for the Americans) หรือ ALBA ขึ้น ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนผลิตผลของประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้และแคริบเบียนกับน้ำมันของเวเนซุเอลา ตั้งธนาคารกลางสำหรับประชาชาติลาตินอเมริกา ตั้งเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ร่วมกันสำหรับภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมทั้งการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากเวเนซุเอลาเข้าไปยังอาร์เจนตินาและบราซิล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานของสองประเทศนั้น
ในฐานะที่เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ชาเวซได้ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง และการต่างประเทศ อย่างได้ผล เขายังผูกมิตรกับประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐ เช่น อิหร่าน ลิเบีย คิวบา รวมทั้งรัสเซีย อย่างแน่นแฟ้น ขณะที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อประเทศในอมริกาใต้ที่โอนเอียงไปทางสหรัฐ อย่างโคลัมเบีย
ครับ วันเวลาในอนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบว่า แท้จริงแล้ว ฮิวโก ชาเวซ คือคนขายฝันที่ตกยุคหรือ นักปฏิวัติตัวจริง และเขาคือพระเอกคนสุดท้าย(ในโลกสังคมนิยม) หรือผู้ร้ายหมายเลขหนึ่ง (ของสหรัฐ) กันแน่?



