ข่าว

นักธุรกิจสหรัฐฯพบ"อภิสิทธิ์"ขอทราบนโยบายรัฐบาลไทย

นักธุรกิจสหรัฐฯพบ"อภิสิทธิ์"ขอทราบนโยบายรัฐบาลไทย

04 มี.ค. 2552

นักธุรกิจสหรัฐฯพบ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"ขอทราบนโยบายรัฐบาลไทย นายกฯแจงตั้งสำนักงาน One Start ให้“กอร์ปศักดิ์”รับผิดชอบ หวังอำนวยความสะดวกให้นักลงทุน ไม่ต้องวิ่งเต้นตามกระทรวงเอง โฆษกรัฐบาลโวนักธุรกิจมั่นใจประเทศไทยมากขึ้นหลังประชุมอาเซียนซัมมิท

     (4มี.ค.) เช้าวันนี้คณะนักธุรกิจระดับสูงของสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน เข้าพบนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  จากนั้นนายปณิธาน  วัฒนายากร  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะนักธุรกิจใหญ่ ๆ ที่เข้าพบ เช่นบริษัทน้ำมันเชฟลอน บริษัทฟอร์ด บริษัทโคคาโคล่า บริษัทฟิลิปมอริส
      รวมทั้งบริษัทอาหารอีกหลายบริษัท ได้เข้าเยี่ยมคารวะและขอทราบแนวทางในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการค้าการลงทุน และงานด้านต่างประเทศระหว่างกัน ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนและสอบถามความคืบหน้าประเด็นสำคัญหลายประเด็น อาทิ กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน เรื่องสิทธิบัตรยา   ซึ่งทางสหรัฐฯ กังวลการใช้สิทธิของรัฐเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล)
 ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบว่าประเทศไทยได้ทำตามมาตรฐานสากลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและสิทธิประโยชน์ต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะคนยากจนให้เข้าถึงยา เชื่อว่าท่าทีนี้น่าจะได้รับการตอบสนองจากสหรัฐฯเพื่อไม่ให้ถูกลดสถานภาพจากประเทศที่ถูกจับตามอง ไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ 
       นอกจากนี้นักลงทุนสหรัฐฯยังได้สอบถามถึงเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเก็บภาษีศุลกากร และความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งกทช. ซึ่งในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้แจ้งว่าในวันเดียวกันนี้ (4 มี.ค.) ร่างกฎหมายกทช.จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาไทยและคาดว่าจะใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้
       “ นายกฯได้ขอให้นักธุรกิจที่เข้าพบส่งสัญญาณไปยังผู้บริหารและรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ว่าคงต้องช่วยดูแลและแก้ปัญหาให้กับประเทศไทยด้วย เพื่อไม่ให้เราได้รับผลกระทบ เพราะสหรัฐฯเองจะจัดลำดับประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในวันที่ 1 พ.ค.นี้ ซึ่งมีหลายกลุ่มเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯลดสถานภาพของไทย อย่างไรก็ตามนักธุรกิจที่เข้าพบก็เข้าใจและรับปากที่จะไปพูดคุยกับรัฐบาลสหรัฐฯต่อไป ” นายปณิธานกล่าว
        นายปณิธาน กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงต่อสภาธุรกิจสหรัฐฯว่าการทำงานของรัฐบาลในด้านนโยบายเศรษฐกิจนั้น จะมีการประสานงานผ่านคณะกรรมการครม.เศรษฐกิจ และจะมีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานในเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนต่างประเทศขึ้น รวมทั้งได้ให้ความมั่นใจในความคืบหน้าการผลักดันการค้าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เป็นไปได้ด้วยดี โดยพยายามที่จะแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน แต่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง จึงจำเป็นต้องจัดตั้งสำนักงานประสานงานเพื่อช่วยดูแลปัญหาอุปสรรคและข้อติดขัดต่าง ๆ โดยจะเป็นลักษณะ One Start   ซึ่งสำนักงานดังกล่าวจะทำให้นักธุรกิจต่างชาติและบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ต้องไปเดินเรื่องในแต่ละกระทรวง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์  สภาวสุ  รองนายกรัฐมนตรี  เป็นผู้รับผิดชอบ
         นอกจากนี้ทางนักธุรกิจสหรัฐฯยังได้สอบถามถึงปัญหาการทำงานของรัฐบาลที่มีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ซึ่งนายกฯยังได้ชี้แจงว่า มีครม.เศรษฐกิจที่จะเร่งรัดติดตามงานทางด้านเศรษฐกิจทุกอาทิตย์ และสำนักงานของนายกอร์ปศักดิ์ ซึ่งนักธุรกิจสหรัฐฯก็พอใจ และหลายคนก็บอกว่ารู้สึกมั่นใจกับประเทศไทยสูงขึ้น เพราะดูมีเอกภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการประชุมอาเซียนซัมมิทผ่านพ้นไป และเขายังมองว่าอนาคตของอาเซียนภายในปี 2015 จะเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวและมีอนาคตที่สดใสมากขึ้น
       นายปณิธาน กล่าวด้วยว่า นักธุรกิจสหรัฐฯยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าการทำข้อตกลงในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย - กัมพูชา เนื่องจากการเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีน้ำมันมาก ถ้าทั้ง 2 ประเทศตกลงกันไม่ได้ หลายบริษัทที่เข้าไปสำรวจก็จะเปิดบ่อไม่ได้ ทางนักธุรกิจสหรัฐฯจึงอยากให้การตกลงมีความคืบหน้าเพื่อให้สามารถเดินหน้าเปิดบ่อน้ำมันได้
       โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่าปัญหาในเรื่องดินแดนทั้ง 2 ประเทศ จะนำเข้าพูดคุยในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดน (เจบีซี) ซึ่งหวังว่าเจบีซีจะเริ่มเดินหน้าแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไปได้ ทั้งนี้นักธุรกิจสหรัฐฯก็จะเดินทางไปพบกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในเย็นวันเดียวกันนี้ ( 4 มี.ค.) ด้วย และเขาก็จะสอบถามในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะอาจจะช่วยเป็นตัวกลางทำให้การแก้ปัญหาทำได้ง่ายขึ้น