
ศาลออสเตรเลียตัดสินให้เจ้าของสเปิร์มเป็นพ่อตามกฎหมายได้
กรณีตัวอย่างสุดยุ่งเหยิง ในการชี้ความเป็นผู้ปกครองของเด็กที่เกิดจากน้ำเชื้อบริจาค
( ภาพ Pixabay )
ชายชาวออสเตรเลียที่พยายามต่อสู้ทางกฎหมาย เพื่อขัดขวางแม่เด็กหญิงวัย 11 ขวบที่ถือกำเนิดจากสเปิร์มของเขา ไม่ให้พาลูกสาวย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์กับคู่ชีวิตของเธอซึ่งเป็นเพศเดียวกัน เป็นฝ่ายชนะคดีในศาลสูง เมื่อผู้พิพากษาพลิกคำตัดสินของศาลชั้นอุทธรณ์ ให้เขามีสถานภาพเป็นผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่เข้าไปมีส่วนร่วมเลี้ยงดูสม่ำเสมอ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า คดีนี้มีผลพัวพันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะเป็นการขยายขอบเขตกฎหมายในการชี้ว่า ใครบ้างที่สามารถเป็นพ่อแม่ในออสเตรเลีย
ทาห์เลีย บลายเออร์ ทนายเจ้าของสเปิร์ม กล่าวว่า ลูกความยินดีอย่างยิ่งกับคำตัดสิน หลังจากต่อสู้ทางกฎหมาย 5 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นคำพิพากษาที่มีความหมายสำหรับพ่อทุกคนที่ตัดสินใจเลี้ยงลูกกับเพื่อนที่ไม่ใช่คนรัก
คู่กรณีในคดีนี้ เป็นชายวัย 49 ปีที่สื่อใช้นามแฝง รอเบิร์ต กับแม่ของเด็กหญิงที่ขณะนั้นยังโสด ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และตกลงกันว่าเขาจะบริจาคน้ำเชื้อให้แก่เธอบนความเชื่อว่าเขาจะมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูอุ้มชูด้วย
เด็กหญิงถือกำเนิดในปี 2549 โดยในสูจิบัตรของเด็กหญิง ระบุชื่อรอเบิร์ต (นามสมมัติ ) เป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง และเธอก็เรียกเขาว่าพ่อ รอเบิร์ตพาลูกสาวไปแนะนำตัวกับครอบครัวใหญ่ของเขา และเป็นอาสาสมัครที่โรงอาหารโรงเรียนของเด็กหญิง เด็กหญิงมีน้องสาวอีกคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรอเบิร์ต ทั้งคู่เรียกเขาว่าพ่อ
กรณีพิพาทเริ่มขึ้นเมื่อแม่เด็กหญิงกับคู่ชีวิตเพศเดียวกัน ซึ่งสื่อใช้นามแฝง ซูซาน กับมากาเร็ต ตัดสินใจจะย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์ รอเบิร์ตจึงยื่นฟ้องศาลครอบครัว
ศาลชั้นต้นตัดสินเข้าข้างรอเบิร์ต แต่ในชั้นอุทธรณ์ แม่เด็กและคู่รักของเธอเป็นฝ่ายชนะคดี
คดีจึงมาถึงศาลสูง ที่วินิจฉัยในวันนี้ว่า รอเบิร์ตมีสถานะเป็นผู้ปกครองทางกฎหมาย ส่งผลให้ครอบครัวเด็กหญิงไม่อาจย้ายไปนิวซีแลนด์ได้ การตัดสินใจเรื่องใหญ่จะต้องหารือกับผู้ปกครองอีกคนหนึ่งก่อน
คำพิพากษาระบุว่า หากถือว่า คนที่ให้กำเนิดเด็ก เป็นผู้บริจาคสเปิร์ม ย่อมบ่งว่าชายคนนั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดมากไปกว่าให้น้ำเชื้อใช้ในการผสมเทียม บนความเข้าใจว่าหลังจากนั้นแล้ว เขาจะไม่มายุ่งเกี่ยวใดๆกับเด็กที่ถือกำเนิดจากกระบวนการนี้ แต่ในคดีนี้ ตามข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ใช่
สำนักข่าวบีบีซี อ้าง ฟีโอนา เคลลี ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายครอบครัวจากมหาวิทยาลัยลา โทรบ ว่า คำตัดสินของศาลชัดในทางกฎหมายว่า ชายที่บริจาคสเปิร์มแก่ผู้หญิงโสดคนหนึ่ง และมีบทบาทในชีวิตของเด็ก อาจเป็นผู้ปกครองได้ แต่คำพิพากษานี้ไม่ได้สาวไปถึงระดับความเกี่ยวข้องว่ามากน้อยแค่ไหน จึงยังเปิดช่องให้โต้แย้งกันต่อไปในอนาคต



