
เมื่ออินโดฯเสนอกาวใจ
ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน พยายามจะทำหน้าที่เป็นกาวใจให้แก่ประเทศไทยและกัมพูชา โดยที่ประชุมสุดยอดเอเปค ผู้นำอินโดนีเซียพบกับนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีเขมร ไม่ได้พบพร้อมหน้ากันทั้งสามคน แต่แยกกันพบปะพูดจากัน
ผู้นำอินโดฯ มีสาสน์เหมือนกันให้แก่ทั้งผู้นำไทยและเขมรนั่นคือ "สันติภาพ" โดยขอให้ทั้งสองฝ่ายได้ตระหนักว่า จำเป็นจะต้องแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบถึงอาเซียน
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ก็ยืนยันว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาจะไม่กระทบต่อความสมัครสมานสามัคคีของอาเซียน ซึ่งแน่นอนผู้นำในอาเซียนคนอื่นๆ ก็คงไม่เชื่อว่า ความขัดแย้งของสองประเทศจะไม่กระทบต่อสมาชิกอีก 8 ประเทศ
ฉะนั้น ท่าทีของผู้นำอินโดนีเซียที่จะเป็นกาวใจให้แก่ไทยและเขมรนั้นเป็นการแสดงออกที่ดี แต่ยังไม่ถึงขั้นที่อาเซียนจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อเป็นคนไกล่เกลี่ย เพราะว่าเชื่อว่าสองประเทศนี้ยังไงๆ ก็ต้องเข้าใจว่า ถ้าหากปล่อยให้เรื่องบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งหนักหน่วงกว่านี้ ก็จะกระทบต่อองค์กรอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เองก็ยืนยันว่า ถ้าหาก นายกฯ ฮุน เซน ทบทวนบทบาทของตัวเองแล้วย้อนกลับไปทำสิ่งที่ควรทำ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการแต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาซึ่งเป็นการตบหน้ารัฐบาลไทยและประชาชนคนไทย ก็จะกลับไปสู่การพูดจาเพื่อให้ความสัมพันธ์กลับไปสู่ภาวะปกติได้
แต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือการจับวิศวกรคนไทยที่ชื่อ ศิวรักษ์ โชติพงษ์ ไปเป็นตัวประกันในเรื่องนี้ โดยอ้างว่าเป็นสปายหรือสายลับนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาต้องตระหนักว่า ทำเกินกว่าเหตุอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงให้เห็นว่าคนไทยคนนี้เกี่ยวข้องกับการกระทำจารกรรมอย่างที่กล่าวอ้าง
เรื่องนี้จึงกลายเป็นปมสำคัญที่จะทำให้ความสัมพันธ์สองประเทศนั้นเสื่อมทรามลง ถ้ากัมพูชาไม่แสดงความชัดเจนโปร่งใสในกรณีนี้ เพราะเท่ากับว่ากัมพูชากำลังจับคนไทยไปเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองเพื่อกดดันประเทศไทย
เรื่องนี้ ฮุน เซน ต้องรู้ว่าประเทศไทยจะยอมไม่ได้ถ้าหาก ฮุน เซน ไม่ปรับท่าทีให้เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ และแคร์ต่อความรู้สึกของกันและกัน อย่างที่เพื่อนบ้านพึงปฏิบัติต่อกัน
สุทธิชัย หยุ่น



