
วุฒิสภาก็ล่มส.ว.ซัดกันพรบ.ตรวจเงินแผ่นดิน
ส.ว. ซัดกันนัว พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบฯตรวจเงินแผ่นดิน ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. อ้างติดงานข้างนอกเสนอเลื่อนลงมติ ด้าน ส.ว.เลือกตั้ง โวย เล่นเกม สุดท้าย เสียงข้างมากโหวตให้ประชุมต่อจนจบ สุดท้ายเช็คองค์ประชุมก่อนโหวตมาตรา 116 ผลปรากฎมีเสียงอยู่ในห้องประชุม
(16พ.ย.) ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาวาระเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ..... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญคือ การเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ผู้ว่าสตง. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. มีอำนาจสืบสวนสอบสวนและส่งฟ้อง สามารถกำหนดอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ ได้เอง และไม่กำหนดวาระผู้ว่า และคณะกรรมการคตง. ทั้งนี้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวคณะกรรมาธิการไม่ได้มีการแก้ไขแม้แต่มาตราเดียว แต่มีสมาชิกวุฒิสภาสงวนคำแปรญัตติกว่า 30 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระ 2 เรียงลำดับรายมาตรา โดยในมาตรา 4 คำนิยาม “ตรวจสอบ” หมายความว่า การตรวจบัญชี การตรวจเงิน การตรวจการจัดเก็บรายได้ การตรวจการบริหารพัสดุและการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจการดำเนินงานการตรวจสอบสืบสวน ฯ “ ซึ่งมีสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 24 คน ได้แปรญัตติขอสงวนตัดข้อความ” ตรวจสอบ” และ”การตรวจสอบสืบสวน”ออก
นายประวัติ ทองสมบูรณ์ ส.ว.มหาสารคาม สงวนความเห็นโดยให้เหตุผลว่า เป็นการให้อำนาจกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมากไป ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ หากผู้ที่มีอำนาจได้ใช้อำนาจของตนเองไปในทางที่มิชอบ ขณะที่นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี อภิปรายสนับสนุนโดย กล่าวว่า หากมีอำนาจอยู่ในมือมากเกินไปแล้วถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยไม่ได้ยึดหลักนิติรัฐ เพื่อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อจัดการกับคนที่อยู่คนละพวก ก็จะทำให้เกิดปัญหาความวุ่นวายและความเสียหายมากยิ่งขึ้น
ด้านพ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว. กล่าวว่า สตง.มีหน้าที่ตรวจสอบวินัย การเงิน การคลัง ของฝ่ายบริหาร แต่การเขียนให้สตง.มีอำนาจ”ตรวจสอบสืบสวน”ข้อมูลเพื่อหาหลักฐานข้อมูลเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เปรียบเสมือนทำตัวเป็นอัยการเสียเอง และจะเป็นการทำหน้าที่ทับซ้อนกันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม สตง.ควรจะทำหน้าที่ของตนเองตามที่กำหนดไว้ อย่างไรหากสตง.ต้องการมีอำนาจในการตรวจสอบก็ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจของตนเองและไปลดอำนาจของ ป.ป.ช.
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะคณะกรรมาธิการ ฯเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า สตง.มีควรมีอำนาจตรวจสอบสืบสวน เพราะที่ผ่านมา เรื่องต่างๆที่เข้าสู่การพิจารณาของสตง.เมื่อพิจารณาแล้ว ส่งไปให้หน่วยที่เกี่ยวข้องแล้วก็ไม่มีความคืบหน้า จากสถิติ 748 เรื่องที่ส่งให้องค์กรอิสระ มี 470 เรื่องยังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบ 80 เรื่องมีการตรวจสอบแต่ไม่มีข้อมูล และที่เหลืออีก 147 เรื่องมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ส่งกลับโดยอ้างว่าไม่มีหน้าที่ ดังนั้นจึงทำสำเร็จ 51 เรื่อง ซึ่งหากเพิ่มอำนาจตามมาตรา 4 จะทำให้การสอบสวนมีประสิทธิภาพและบรรลุผล เพราะไปส่งองค์กรอื่นก็จะต้องเริ่มต้นใหม่และเสียเวลา
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ได้พยายามแก้ปัญหาที่ฝ่ายบริหารเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์กรตรวจสอบ จึงได้มีการบัญญัติองค์กรใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น การให้มีผู้ไต่สวนอิสระ ส่วนการให้อำนาจคตง.ไม่ได้เกินที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ และที่ส.ว.เกรงว่า สตง.จะใช้อำนาจเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อเล่นพรรคเล่นพวก นั้นในรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ได้กำหนดบทลงโทษไว้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ขาดความเที่ยงธรรม หรือมิชอบ ต้องถูกระวางโทษเป็น 2 เท่าตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่เกรงว่าอำนาจจะไปซ้ำซ้อนกับป.ป.ช.ในมาตรา 90 (6 )ของกฎหมาย ป.ป.ช.ระบุว่า ถ้าเรื่องใดที่ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการสอบสวนแล้ว คตง.ก็จะหมดอำนาจทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการอภิปรายกว่า 2 ชั่วโมง นายประเสริฐ ประคุณศึกษาภัณฑ์ ส.ว.ขอนแก่น ได้เสนอให้วุฒิสภาส่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก่อนพิจารณาเสร็จทั้งร่าง เพราะเกรงว่า การพิจารณาอำนาจหน้าที่ของ สตง.อาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ที่ประชุมไม่เห็นด้วย เนื่องจาก หากพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เสร็จสิ้นก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอยู่แล้ว ดังนั้นก็ให้พิจารณาจนจบวาระ 3 ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติมาตรา 4 ปรากฎว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนน 71 ต่อ 35 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเรียงลำดับรายมาตราต่อ โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นตามคณะกรรมาธิการฯ แม้ว่าจะสมาชิกจะแปรญัตติในหลายมาตราก็ตาม จนกระทั่งมาตรา 102 ที่กำหนดให้คณะกรรมการ สตง.มีอำนาจส่งฟ้องคดีได้เองโดยให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง หรือแต่งตั้งทนายฟ้องร้องคดีแทนได้ โดยมีนายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช นายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง นางรสสุคนธ์ ภูริเดช ส.ว.สรรหา นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.วอุตรดิถ์ ได้ขอสงวนความเห็นให้ตัดอำนาจดังกล่าวออก เหลือเพียงการส่งความสำนวนการตรวจสอบ และหลักฐานพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเท่านั้น และเห็นว่าการให้อำนาจเช่นนี้เป็นการรวบอำนาจไว้กับสตง.
นายสิริวัฒน์ ระบุว่า การให้อำนาจฟ้องและตั้งทนายเองถือเป็นการให้อำนาจมากเกินไป ซึ่งการตรวจสอบการทุจริตก็ได้ป.ป.ช.เป็นผู้มีอำนาจโดยตรง สตง.ควรจะมีหน้าที่เพียงสอบข้อเท็จจริง ข้อเสนอแนะ ความเห็น ไปยังป.ป.ช.เท่านั้น ส่วนอำนาจการสอบสวน สืบสวน ควรเป็นอำนาจของ ป.ป.ท. ตำรวจ ดีเอสไอ ซึ่งถือว่าเป็นหลักสากลที่ให้ โดยเฉพาะการให้อำนาจการฟ้องร้องคดีอยู่ที่อัยการเป็นหลักประกันในการสร้างความยุติธรรม
“ การให้อำนาจทั้งสอบสวน ส่งฟ้อง ยังตัดอำนาจศาลคือ ไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง ถือเป็นการรวบอำนาจของสตง.ทั้งหมดและขัดหลักการยุติธรรม และผมเห็นว่า ส่วนนี้น่าจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 253 ที่สำคัญมีข่าวลือในช่วงการพิจารณาของวุฒิสภาว่า ให้มีการเร่งรัดพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้และจะต้องไม่มีการแปรญัตติแม้แต่มาตราเดียวโดยจะต้องให้เสร็จภายในวันที่ 16 พ.ย.ซึ่งครั้งแรกก็ไม่เชื่อ แต่เจอกับตัวเองในการแปรญัตติที่เร่งรีบจนน่าสงสัย มีการให้ตนไปชี้แจงการแปรญัตติไม่ถึง 24 ช.ม.ซึ่งเคยเจอมาก่อน และก็ไม่มีการแก้ไขสักมาตราเดียว “นายสิริวัฒน์ กล่าว
ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กรรมาธิการฯ ชี้แจง ว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการยกระดับสตง.ให้เทียบเท่าป.ป.ช. ซึ่งทุกอย่างก็ล้อมาจากกฎหมายป.ป.ช.ที่ผ่านมา สตง.ตรวจสอบการทุจริตแล้วก็ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็นั่งรอดูว่าผลงาน ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้ ยอมรับว่า เป็นการเพิ่มอำนาจให้สตง.แต่หากมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นการเพิ่มภาระให้กับสตง. เพื่อให้การทำงานของสตง.เดินไปให้ถึงกระบวนการยุติธรรม ยืนยันว่า ไม่ขัดหรือมอบอำนาจสิทธิเด็ดขาดให้สตง.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างเดิมที่คณะกรรมาธิการไม่ได้แก้ไขด้วยคะแนน 64 ต่อ 46 งดออกเสียง 3 เสียง ก่อนพิจารณามาตราต่อไปนายธีระจิตต์ สถิโรตมวงศ์ ส.ว.สรรหา เสนอให้เลื่อนการประชุมไปเป็นสัปดาห์หน้า ซึ่งนายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวสนับสนุน โดยระบุว่า วุฒิสภาเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ หากประชุมต่อไปมีอาจทำให้องค์ประชุมไม่ครบ อย่างไรก็ตามนายเจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง ไม่เห็นด้วยขอให้ดำเนินการประชุมต่อ โดยระบุว่า ส.ว.มีหน้าที่พิจารณากลั่นกรองกฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่อื่น อย่าอ้างงานนอก ขณะที่ นายสมชาย เสนอว่า ให้พักการประชุม 2 ชั่วโมง แล้วกลับมาประชุมอีกครั้ง โดยมีกลุ่ม 40 ส.ว.สนับสนุน แต่มีส.ว.หลายคนไม่เห็นด้วย ในที่สุดที่ประชุมได้มีมติประชุมต่อด้วยคะแนนเสียง 69 ต่อ 35 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ต่อมาได้พิจารณาเรียงตามรายมาตราจนถึงบทเฉพาะกาล มาตรา 116 เกี่ยวกับสรรหาคณะกรรมการและผู้ว่าสตง. โดยมิให้นำบทบัญญัติในเรื่องการห้าม กรรมการ คตง.เพียงวาระเดียวมาใช้บังคับกับ กรรมการ คตง.ที่ได้รับการสรรหาครั้งแรกซึ่งดำรงตำแหน่ง 3 ปีตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีส.ว.จำนวน 24 คนขอสงวนความเห็นตัดมาตรา 116 ทั้งหมด โดยเห็นว่า กฎหมายไม่ควรเขียนเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นกฎหมายซ่อนเงื่อน เพื่อให้คนใดคนหนึ่งใช้สิทธิเหนือกว่าคนอื่นในประเทศไทย ทั้งเพื่ออำนาจและหวังผลทางการเมือง คนเขียนกฎหมายฉบับนี้เก่งมาก ซึ่งกรรมาธิการชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจ ก่อนการลงมติ แต่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา ได้เสนอให้เลื่อนการลงมติในมาตรานี้ออกไป เนื่องจาก สมาชิกอยู่ในห้องไม่มากนัก แต่นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช ได้ลุกขึ้นแย้งเสนอให้ประชุมต่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ว.ได้มีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย เช่น นายกฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.สรรหา นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี นายสุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล โดยฝ่ายที่เห็นด้วยให้ประชุมต่อเนื่องจากองค์ประชุมครบ ทำไมต้องเลื่อนประชุม ซึ่งชัดเจนว่า มีการเล่นเกมกันหรือไม่ ขณะที่อีกฝ่ายเช่น นายสุรชัย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว.สรรหา เห็นว่า ควรเลื่อนประชุมไปลงมติในครั้งหน้า โดยระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีความสำคัญ การลงมติต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด แต่ในขณะนี้มีส.ว.อยู่ไม่มากนัก หากโหวตอาจทำให้ทำให้ร่างดังกล่าวตกไป และล่าช้าไปอีก โดยที่ประชุมได้ใช้เวลาถกเถียงกันประมาณครึ่งชั่วโมง จึงได้ลงมติโดยก่อนการลงมติได้มีการแสดงตน ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 79 คน และได้ลงมติประชุมต่อด้วยคะแนน 52 ต่อ 27 งดออกเสียง 6 เสียง จากนั้นได้ลงมติในมาตรา 116 ก่อนลงมติได้มีการตรวจสอบองค์ประชุมปรากฏว่า 74 คน ไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้สั่งปิดประชุมทันที เวลา 20.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สาเหตุที่ทำให้องค์ประชุมล่ม ทั้งที่ก่อนหน้าที่ไม่ถึง 3 นาที องค์ประชุมครบ เนื่องจากกลุ่มส.ว.สรรหา ที่สนับสนุนร่างของกรรมาธิการฯ เดินออกจากห้องประชุม หรือที่อยู่ก็ไม่เสียบบัตรแสดงตน จึงส.ว.ส่วนที่ต้องการให้มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวจับกลุ่มแสดงความไม่พอใจที่เล่นเกมกัน



