ข่าว

 ระงม...ธุรกิจชายแดนซบเซา

ระงม...ธุรกิจชายแดนซบเซา

17 พ.ย. 2552

ถึงแม้ว่านักพนันจะหอบเงินไปเสี่ยงโชคในกาสิโนฝั่งปอยเปต จนดูเหมือนว่าข่าวความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ที่นับถอยหลังรอวันขาดสะบั้นจะส่งผลกระทบไปถึงกาสิโนโดยตรง ทว่าธุรกิจเล็กๆ ริมถนนมุ่งหน้าสู่ชายแดนบูรพา ที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย กลับตกอยู

 "3 ปีมาแล้วไม่เคยเจออย่างนี้เลย" เจ๊เทิง วัย 49 ปี เจ้าของร้านครัว 4 ภาค ข้าวแกงและต้มเลือดหมู ริมถนนลึกเข้ามาจากชายแดนราว 5 กิโลเมตร บ่น

 เจ๊เทิงเป็นคนปราจีนบุรีมาเช่าที่เช่าบ้านเปิดร้านอาหารริมถนน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เนื่องจากมองเห็นช่องทางทางธุรกิจเล็กๆ มีรายได้อย่างน้อยวันละ 3,000-4,000 บาท ถือว่าอยู่ได้สบายๆ แต่มาช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรยากาศซบเซาลงไปมากชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ รถบัสและรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยวที่เคยวิ่งกันขวักไขว่ บ้างจอดพักริมทางเป็นทิวแถวยาวเหยียดสองฝั่งถนน เวลามองดูเธอใช้คำว่า "ถึงกับตาลาย" แต่วันนี้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 ลูกค้าข้าวแกงของเจ๊เทิงส่วนใหญ่เป็นคนขับรถตู้ รถบัส รถทัวร์ ที่แวะเวียนมากินข้าวกินน้ำจนเรียกได้ว่าเป็นขาประจำ สนิทสนมกันเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง แต่แล้วสัปดาห์ที่ผ่านมาลูกค้าหน้าเก่าๆ ห่างหายไปกันหมด มีมาแค่เพียงคันเดียวเท่านั้น แต่ก็ปาเข้าไปวันที่สี่ของสัปดาห์ไปแล้ว

 "เจ๊ที่ผมหายไปน่ะ ไม่ได้ไปกินข้าวร้านอื่นนะ แต่ผมไม่มีลูกค้าเลย นี่เป็นเที่ยวแรกของสัปดาห์นี้ มีมาก็ไม่เต็มคัน" คนขับรถตู้กล่าวเชิงปรับทุกข์

 เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จากเดิมที่เคยมีรายได้ตกวันละ 3,000-4,000 บาท ตอนนี้แค่ได้ 1,000 บาทก็ต้องถือว่าเฮงสุดๆ เพราะหลายวันมาแล้วที่เจ๊เทิงขายของได้สูงสุดที่ 900 บาทเศษ หักค่าต้นทุนอาหาร ค่าจ้างเด็กเขมร 2 คน และหักเก็บสะสมค่าเช่าบ้านตอนสิ้นเดือนก็ยังไม่คุ้ม ไม่ต้องคิดถึงค่าแรงของเธอที่แทบไม่มี

 ธุรกิจร้านอาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยวรถเข็น ริมถนนมุ่งหน้าสู่ชายแดนคลองลึกมีให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน คือ เงียบเหงาวังเวงใจ เพราะขาประจำส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวและคนรถบริการลูกค้านักพนัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปเช่นนี้พวกเขาจึงได้แต่เฝ้ารอ

 นอกจากร้านอาหารจะได้รับผลกระทบแล้ว ธุรกิจอู่ซ่อมรถก็ซึมเซาลงไปถนัดตาเช่นกัน นาน 2 วันแล้วที่ "เฮียแหลม" เจ้าของบูรพาการยางและลูกน้องไม่มีงานให้ทำ หรือมีก็เพียงงานปะยางรถจักรยานยนต์คันสองคัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกค้าหลักของอู่นี้คือรถบัสและรถตู้ หน้าอู่เปิดโล่งเป็นลานดินกว้างที่เคยแน่นขนัดไปด้วยรถบัส 8-10 คันเป็นอย่างต่ำที่จอดรอให้ตรวจเช็กความพร้อม ทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจดูซีลยางตามจุดที่รั่วซึม หม้อน้ำ ไปจนถึงแอร์ สารพัดสารเพ ทว่าตอนนี้ลานกว้างมีแต่ความว่างเปล่า

 เมื่อเดินเข้าไปในตลาดโรงเกลือ ที่เคยคลาคล่ำคึกคักไปด้วยผู้คน ตอนนี้ดูเงียบเหงาซบเซา ธุรกิจร้านขายของเบ็ดเตล็ดและอาหารบางแห่ง ที่เคยเปิดให้บริการตั้งแต่เที่ยงคืนต้อนรับลูกค้าแรงงานที่มาตระเตรียมของก่อนวางขายตอนเช้า มาวันนี้กว่าจะเปิดได้ก็สายโด่ง ถึงกระนั้นก็ยังหาลูกค้าได้ยากกว่ายาก บ้านหลายหลังในโรงเกลือเคยเปิดเช้ายันรุ่งของอีกวันต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

 ลานซีเมนต์กว้างหลายแห่งหน้าด่านคลองลึก ว่างเปล่ามีรถจอดให้เห็นประปราย จากเดิมที่มีรถจอดเต็มจนดูละลานตา ธุรกิจรับฝากรถที่เคยเฟื่องฟูกลับเงียบเหงา จนพนักงานรักษาความปลอดภัยมาจับกลุ่มพูดคุยเล่นหัวกันอย่างสนุกสนาน ไม่จำเป็นต้องเข้มงวดเหมือนอย่างเคย เพราะรถน้อยนั่งอยู่ที่ไหนก็มองเห็นตลอด

  นั่นคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยนไป ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนไทยเท่านั้น แม้แต่ฝั่งปอยเปตประเทศกัมพูชาธุรกิจเล็กๆ ที่เคยคึกคักแรงกระเพื่อมนี้ก็แรงพอส่งถึงพวกเขาและเธอ...

 พวงกุญแจห้องพักกว่าครึ่งแขวนอยู่บนไวท์บอร์ดหลังเคาน์เตอร์เจ้าพระยาอพาร์ตเมนต์ ห้องเช่าราคาปานกลางหลังกาสิโน "แกรนด์ ไดมอนด์" บอกให้รู้ว่ายังมีห้องว่างเหลืออยู่เต็มไปหมดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สอนชายหนุ่มวัย 28 ปี คนดูแลห้องพักบอกว่า คนน้อยเพราะไม่กล้าข้ามมาเล่น (การพนัน) เหมือนเคย ทั้งที่มันก็ไม่มีอะไร

 นี หนุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างอีกคนสำทับว่า ข้างบนมีอะไรกันเราไม่รู้ แต่ข้างล่างยังเป็นเหมือนเดิม...ที่ชายหนุ่มพูดถึงหมายถึงสัมพันธภาพและไมตรีที่คนปอยเปตเคยมีให้นักท่องเที่ยวคนไทยอย่างไรวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น รอยยิ้มอย่างชาวบ้านๆ และการพูดคุยสารพัดเรื่องราวความเป็นไปทำให้ตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้วคนชายแดนมีความรู้สึกอย่างไรต่อกัน

 เมื่อความมืดมาเยือนวงสนทนาก็จบลง การเดินทางของค่ำคืนเริ่มต้น ถนนแห่งการเสี่ยงโชคนำพาไปสู่ "เพลย์บอยคลับ" ผับหรูที่อยู่ติดชายแดนผ่านด่านพรมแดนเลี้ยวขวาตรงไปเกือบสุดทาง เกือบ 5 ทุ่มแล้วนักเที่ยวยังบางตา ทั้งที่เป็น 1 ใน 2 ผับดังเคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เข้ามาหาความสำราญอย่างอึกทึก พนักงานต้อนรับชายพยายามชวนคุยพลางเหนี่ยวรั้งลูกค้าแต่ละโต๊ะให้อยู่เที่ยวให้นานที่สุด

 "เมื่อก่อนเคยมีรายได้คืนละเป็นแสน แต่เดี๋ยวนี้เหลือ 2-3 หมื่นบาท" นี่เองจึงเป็นสาเหตุของความซบเซา เสียงเพลงที่ดังครึกโครมและนักเต้นโคโยตี้อิมพอร์ตจากไทย ถึงอย่างไรก็ช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้ไม่ได้

 "พี่เดี๋ยวดึกๆ มีโชว์ทีเด็ดนะครับ ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ตี 3 รอดูก่อนนะพี่" โสภณ เด็กหนุ่มพนักงานต้อนรับคะยั้นคะยอ

 ขนาดผับดังขึ้นชื่อยังได้รับผลกระทบเช่นนี้ แล้วคาราโอเกะบ้านๆ จะเหลืออะไร "เควอน" กับอีกแห่งชื่อเขมรเรียกยากตั้งอยู่บนฝั่งเขมรลึกเข้าไปจากพรมแดนราว 2-3 กิโลเมตร พนักงานสาวๆ ถึงกับนั่งกันหน้าสลอน เพราะไม่รู้จะทำอะไรในเมื่อไม่มีลูกค้าเข้ามาแม้แต่คนเดียว

 "ผมว่ามันไม่มีอะไรหรอก คนกลัวกันไปเอง อีกหน่อยพอรู้ว่าไม่มีอะไรก็คงกลับมาเหมือนเดิม" การ์ดรักษาความปลอดภัยในชุดสนามสีน้ำเงินเข้ม ที่บอกว่าเคยมาทำงานในเมืองไทย 12 ปี กล่าวปลอบใจลูกค้า

 คาราโอเกะทั้งสองแห่งหรือจะเรียกว่าสถานบันเทิงที่นั่นเปิดให้บริการยันเช้า ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักพนันที่ข้ามไปเล่นกาสิโนแล้วระเริงเที่ยวต่ออย่างเมามัน ดึกดื่นแค่ไหนก็ไปได้ ดังนั้น ประตูคาราโอเกะจึงเปิดท่ารอรับอยู่ตลอดเวลา ทว่าเมื่อข่าวลือปิดด่านพรมแดนทำสถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนที่นี่ก็ปรับตัวตาม ลูกค้าชุดสุดท้ายจากไปราวตีสาม ทุกบ้านปิดไฟเงียบ เด็กสาวแยกย้ายกลับบ้าน เพื่อจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างคืนก่อนๆ

 "อยากให้ข้างบนเขาช่วยแก้ปัญหาเร็วๆ ทุกอย่างจะได้จบ" นั่นคือเสียงสะท้อนที่ประสานรับทั้งฝากฝั่งไทยและขะแมร์ !?!