
สถานะทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในภูมิภาค
แม้ว่าการเดินทางออกจากกัมพูชาของคุณทักษิณจะลดอุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างผู้นำประเทศของทั้งสองประเทศลงได้บ้าง แต่สิ่งที่จะต้องถึงในระยะยาวก็คือ นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน
ภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดตกต่ำ ไม่ว่าจะกับลาว กับกัมพูชา กับพม่า ส่วนกับมาเลเซียนั้นตราบใดที่มีความรุนแรงกับภาคใต้ความสัมพันธ์ก็คงจะไม่ได้ดีไปกว่านี้
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาจนถึงวันนี้ประเทศไทยค่อนข้างจะตกอยู่ในภาวะของความโดดเดี่ยว และแม้ว่าคุณภาพของความโดดเดี่ยวในปัจจุบันจะแตกต่างไปจากความโดดเดี่ยวในยุคสงครามเย็น แต่ความโดดเดี่ยวก็คือความโดดเดี่ยว และความโดดเดี่ยวนั้นไม่เป็นคุณต่อประชาชนที่ทำมาหากินและเคลื่อนไหวไปมาระหว่างพื้นที่ของความเป็นประเทศดังที่เป็นอยู่ เรื่องที่กัมพูชานั้นเราเห็นชัดแล้วว่ารัฐบาลไทยเลือกใช้ "วิถีทางการทูต" ในการตอบโต้ "วิถีทางการเมือง" ของผู้นำประเทศกัมพูชา ส่วนเรื่องของพม่านั้น เราพบว่าการตรวจสอบนโยบายความช่วยเหลือของรัฐบาลยุคทักษิณต่อรัฐบาลพม่านั้น ย่อมจะส่งผลสะเทือนถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าอย่างแน่นอน รวมทั้งการเคลื่อนไหวของรัฐบาลพม่าในกรณีดินแดนข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่
สิ่งที่จะต้องคิดกันให้มากจึงวางอยู่บนเรื่องสำคัญ 3 ประการ
หนึ่ง ต้องมองก่อนว่าวิถีทางการทูตนั้นไม่ใช่ภาพทั้งหมดของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีด้วยกันหลายมิติ ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือ การเปิดปิดพรมแดนนั้นกลายเป็นนโยบายในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของการทูต แต่เป็นเรื่องการค้า ซึ่งกระทบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
สอง ต้องมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่มีแค่เพียงความสัมพันธ์ในระดับราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศที่กำหนดโดยศูนย์กลางของสองประเทศ
แต่ต้องมองว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนั้นมีหลายมิติในเชิงพื้นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านนั้นล้วนแล้วแต่เกิดการกระทบกระทั่งกันในบริเวณชายแดน และเมื่อพิจารณาให้ดีจะพบว่าชายแดนต่างหากที่เป็นศูนย์กลางในการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองประเทศที่อยู่ติดกัน และกรอบคิดในการแบ่งเขาแบ่งเราอย่างตายตัวนั้นไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้คนที่อยู่ที่ชายแดนแต่อย่างใด
ยิ่งในวันนี้เราพบว่า รูปแบบความร่วมมือในภูมิภาคนั้นกลายเป็นเรื่องของการใช้พื้นที่และทรัพยากรร่วม อาทิ ประเด็นเรื่องของการก่อตัวของอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ที่แกนของความร่วมมืออยู่ที่การใช้ทรัพยากรร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องของการแบ่งแยกด้วยมุมของประเทศที่วางอยู่บนเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง
สาม ถามว่าในระยะยาวนั้นรัฐบาลที่วางเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนวิธีคิดและบุคลิกภาพของนายกรัฐมนตรี รองเลขานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เป็นขวัญใจของสื่อมวลชนไทยที่รักประเทศนั้นจะนำพาประเทศให้รอดพ้นจากความโดดเดี่ยวในภูมิภาคได้อย่างไร
ผมขอเสนอว่า รัฐบาลควรพิจารณาแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่หลากหลายที่ช่วยทำให้การดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้นมีความรอบด้านมากขึ้น
แต่สิ่งนี้คงไม่ค่อยจะจำเป็นมากนักในมุมมองของรัฐบาลและสื่อไทย โดยเฉพาะสื่อไทยที่มีเป้าหมายแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเป็นเรื่องของสงครามมากกว่าความร่วมมือ เป็นเรื่องของการได้เปรียบมากกว่าความเสียเปรียบ ดังนั้นเราก็จะไม่เคยเห็นข่าวด้านอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานของรัฐบาลไทย เราไม่พบการทำงานของคณะกรรมาธิการต่างประเทศของรัฐสภา เราไม่พบข่าวต่างประเทศที่มีมุมมองที่ต่างจากโครงเรื่องที่สื่อไทยวางไว้แล้ว



