ข่าว

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

09 มิ.ย. 2562

นักเคลื่อนไหวการเมือง-อดีตจำเลย-รอง หน.อนค.ใหม่" ซัดมาตรฐานทำคดี ทำเกิดวิกฤติศรัทธา  ขณะที่ความสัมพันธ์ศาล-ผู้มีอำนาจ ทำหลายอย่างน่าสงสัย


             9 มิ.ย.62 - ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย เครือข่ายสังคมนิยมประชาธิปไตยและภาคประชาชน จัดเสวนาสาธารณะ เรื่อง "วิกฤติศรัทธาตุลาการ กับอนาคตประเทศไทย "  โดยมีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย , พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตรเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) , น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์  แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง , นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าอนาคตใหม่ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม พรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงความเห็น

 

 

         เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

             โดย "นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข" กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย กล่าวย้อนถึงครั้งที่ถูกดำเนินคดีช่วงการเมืองเปลี่ยนแปลงในคดีหมิ่นประมาทฯ และคดีหมิ่นเบื้องสูงว่า อำนาจตุลาการ มีปัญหาตั้งแต่ปี 2548-2549 เรื่อยมาเนื่องจากอำนาจตุลาการไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับประชาชนต่างกับอำนาจฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติที่โยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้งผู้แทน แต่ระบบตุลาการผู้พิพากษานั้นมาจากการแต่งตั้ง
ขณะที่เมื่อเทียบเคียงถนน 3 อำนาจอธิปไตยก็เหมือนถนน 3 เลน ที่อำนาจใดอำนาจจะใหญ่กว่ากันไม่ได้ แต่ต้องถ่วงดุลกัน              โดยเมื่อครั้งที่ตนถูกดำเนินคดี ตนมั่นใจว่าสู้คดีชนะแน่เพราะสิ่งที่ตนแสดงออกเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่ปรากฎว่าระหว่างพิจารณาคดีขอประกันตัวทั้งหมด 17 ครั้งตั้งแต่ศาลชั้นต้นไปถึงศาลฎีกาก็ไม่ได้รับอนุญาตโดยให้เหตุผลว่า โทษสูง กลัวหลบหนี แต่คดีหมอนิ่ม (ภรรยานักกีฬายิงปืนทีมชาติ) ถูกฟ้องฆ่าสามีตายโทษจำคุกถึงตลอดชีวิตศาลกลับให้ประกันตัว ส่วนคดีตนโทษจำคุก 15 ปี  หรือคดีชุมนุม (กลุ่ม พธม.) ปิดทำเนียบศาลสั่งจำคุก 8 เดือน คดีบุกบ้านป๋าเปรม (กลุ่มนปช.) ศาลพิพากษกจำคุก 2 ปี 8 เดือน ลักษณะเป็นการดำเนินการ 2 มาตรฐานหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีตรรกวิบัติที่ไม่ให้สร้างรถไฟความเร็วสูงในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลกลับอนุญาตให้ทำได้โดยไม่มีคนค้าน 

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

             หรืออย่างคดียุบพรรคที่ยุบได้ง่าย ผ่านมาก็หลายรุ่น จากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน จนมาถึงพรรคไทยรักษาชาติ ตอนนี้ก็ต้องมาลุ้นคดีหัวหน้าพรรคอนาคจใหม่ว่าจะรอดหรือไม่ 

             โดยปัญหาของตุลาการไทยที่ผ่านมา ตนเห็นว่าเกิดการทำหน้าที่ 3 อย่างตั้งแต่ปี 2549 คือ 1.รับใช้เผด็จการอย่างเป็นรูปธรรม 2.ตุลาการทำเพื่อตัวเอง อย่างการรับตำแหน่ง ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2550 3.ตุลาการทำงานรับใช้มือที่มองไม่เห็น ซึ่งปรากฎการณืดังกล่าวเกิดขึ้นอยู่หลายครั้ง และแน่นอนว่า มือนั้นยังคงมีอยู่ ขอหวังให้พรรคอนาคตใหม่ได้กระชากมือนั้นออกมา ซึ่งตุลาภิวัฒน์ กลายมีควมาวิบัติตามมา ซึ่งทางออกในความมืดมน คือให้ตลุาการเป็นกลาง มีอิสระอย่างแท้จริง และระบบพิจารณาจะเปลี่ยนเป็นระบบลูกขุนให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนได้หรือไม่ หรือเป็นระบบไต่สวนแทนระบบกล่าวหา ขณะที่การเสนอแก้รัฐธรรมนูญฯ ที่พูดถึงกันนั้นืตนเห็นว่า ควรแก้ให้ยกเลิกการมี ส.ว.ไปเลยจากเหตุที่กฎหมายบัญญัติให้ หัวหน้า คสช.เลือก ส.ว.เข้ามา ให้มีคณะกรรมการพิเศษอย่างอื่นแทน ซึ่งการพิจารณาออกกฎหมายก็ ส.ส.อยู่แล้ว

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

             "พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร" เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) กล่าวถึงปฏิรูปในส่วนของความยุติธรรมทางอาญาว่า ควรให้มีการแก้ไขเกี่ยวกับงานสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการสั่งคดีของอัยการไปด้วยกัน ให้อำนาจอัยการร่วมการสอบสวน  โดยให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปอย่างดีที่สุด ให้พยานหลักฐานเพียงพอให้ศาลตัดสินลงโทษได้ ไม่ใช่แค่ให้พอฟ้องเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าคดีมีถึง 40% ที่ศาลยกฟ้อง แต่ในต่างประเทศเมื่อมีการกล่าวหาแล้วรวบรวมหลักฐานฟ้องศาลเขาสามารถทำให้ศาลตัดสินลงโทษได้กว่า 99% และที่เคยมีความพยายามบอกสังคมว่าไม่ว่าจะตัดสินอย่างไรก็ต้องมีคนไม่พอใจอยู่ดีแต่ตนว่าไม่จริงหากการตัดสินคดีอยู่บนความถูกต้องชอบธรรมและไม่บิดเบี้ยว ยุติในข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม คนที่ทำผิดก็ต้องเข้าใจได้ ดังนั้นต้องหยุดใช้วาทะกรรมเช่นนี้ โดยต้องทำคดีให้ยุติบนความจริงให้ครบตามพยานบุคคล พยานเอกสาร อย่าบอกเพียงว่าตัดสินแล้วก็จะมีทั้งฝ่ายที่พอใจและไม่พอใจ สิ่งสำคัญที่จะไม่ทำให้ประเทศไทยไม่เกิดวิกฤติตุลาการ คือการทำให้พยานหลักฐานและสำนวนต่างๆ เข้ามาอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายอย่างครบถ้วน

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

 

             "พ.ต.อ.วิรุตม์" ยังระบุช่วงท้ายด้วยว่า ที่รัฐบาลบอกว่า 5 ปีที่ผ่านมาสามารถออกกฎหมายได้ถึง500 ฉบับ แต่ดูให้ดีกลับไม่ได้มีออกกฎหมายสำคัญที่จะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่น คือร่าง พ.ร.บ.ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่จะป้องกันไม่ให้นำรถหลวง หรือการนำเจ้าหน้าที่ไปคอยเดินตามผู้ใหญ่ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ก็ยังคงค้างอยู่ที่สภา 

             ด้าน "น.ส.ณัฎฐา มหัทธนา" แกนนำคนอยากเลือกตั้ง กล่าวว่า วิกฤติในวันนี้ คือวิกฤติศรัทธาที่เกิดขึ้นต่อกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ โดยคดีทางศาลขอยกตัวอย่าง คดีของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ม.116 ที่มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี เราพยายามสร้างมาตรฐานโดยขณะถูกยื่นฟ้องเราได้แถลงศาลขอพิจารณาได้ประกันตัวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์ รวมทั้งคัดค้านการฝากขังโดยยกเหตุผลจนศาลก็พิจารณาให้พวกเราได้รับการประกันตัว โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันในคดีลักษณะการเมือง แต่จากเหตุที่เราถูกกล่าวหาคดีในลักษณะนี้ซึ่งตนถูกดำเนินคดีมากถึง 5 สำนวนก็เสมือนมีใบสั่ง 

             ขณะที่ "น.ส.ณัฏฐา" ยังกล่าวถึงการตรวจสอบคดีในศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า จากรัฐธรรมนูญฯ ปัจจุบันทำให้มีองครักษ์พิทักษ์ก็คือสำนักงานผู้ตรวจการปผ่นดิน ที่กฎหมายให้อำนาจสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินรับคำร้องจากเราเมื่อต้องการยื่นเรื่องขัด-ไม่ขัดรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน หากเรื่องใดผู้ตรวจการแผ่นดินชี้ว่าไม่ขัดเรื่องนั้นก็ถูกตีตกไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องยุบพรรคตนเคยไปร้องพิจารณายุบพรรคพลังประชารัฐไว้ก่อนการเลือกตั้ง
             ในเดือน มี.ค.62 จนขณะนี้ยังไม่มีการวินิจฉัยใดออกมา ต่างกับกรณีวินิจฉัยเรื่องยุบพรรคไทยรักษาชาติ ส่วน ป.ป.ช. อย่างกรณีไต่สวนคดีจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ใช้เวลานานจนส่งฟ้องทั้งที่มีข้อมูลมสกควรต้องใช้เวลานาย แต่คดีนาฬิกาหรู 20 เรือนของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ใช้เวลาในการตรวจสอบเกิน 1 ปีก่อนจะบอกว่าไม่ผิด

             ขณะที่การออกกฎหมายมาลักษณะให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ จะขัดกับหลักสากลหรือไม่ที่คดีอาญาต้องทำต่อหน้าจำเลย ให้จำเลยมีโอกาสสู้คดี ซึ่งการให้มีกฎหมายลักษณะเช่นนี้เหมือนให้ย้อนหลังเอาผิดกับคนๆ เดียว คือนายทักษิณ ชินวัตรหรือไม่ แสดงจนถึงกับต้องทำลายหลักนิติธรรมหรือ เราควรต้องสร้างวัฒนธรรมของการไม่ยอมรับความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ 

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

             ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างเสวนา "น.ส.ณัฏฐา" ยังอ้างด้วยว่า อีกไม่นานนี้จากที่หลายภาคส่วนซุบซิบ คาดว่าอาจจะปรากฎภาพของศาล ประธานป.ป.ช. และนายทหารที่ใกล้ชิดกับคนใน คสช.ร่วมนั่งรับปนะทานอาหารโต๊ะใหญ่กัน ที่จะเป็นประเด็นในอีกไม่นานนี้ยิ่งทำให้เกิดปัญหาวิกฤติศรัทธา นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองที่อยู่ฝากฝ่ายประชาธิปไตย ไปนั่งทานข้าวอยู่กับนักการเมืองพรรคพลังประชารัฐที่ร้านอาหารแถววิภาวดี ซึ่งเขาก็อาจไปนั่งกินกันในฐานะคนคุ้นเคย แต่อยากขอให้เลือกคบคนหน่อย เพราะคนเหล่านี้ คือคนที่สร้างอาชญากรรมไว้แก่ประชาชน 

             โดยช่วงท้าย "น.ส.ณัฏฐา" ระบุว่า อย่าให้วิกฤติกระบวนการยุติธรรม วิกฤติตุลาการลามไปจนเกิด วิกฤตศรัทธาในความยุติธรรม เพราะเมื่อคนไม่เชื่อในความยุติธรรมแล้วจะเกิดกลียุค

ด้าน "นายชำนาญ จันทร์เรือง" รองหัวหน้าอนาคตใหม่
กล่าวว่า  ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งไม่ได้อยุ่เหนือ 2 อำนาจนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร โดยเฉพาอย่างยิ่งในระบบรัฐสภา ขณะที่รัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 ทำให้ระบอบตุลาการเป็นใหญ่ เมื่อก่อนเราสามารถถอดถอนได้ ผ่าน ส.ว.ได้ แต่ตอนนี้ถอดถอนไม่ได้

             ที่ผ่านมาเรามีข้อสงสัยหลายครั้ง ที่ทำให้มีคำถามต่อเรื่องความเป็นกลางของศาล ซึ่งเกิดได้ไม่กี่เหตุอย่าง เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสัมพันธ์ทางความคิดและทัศนคติทางการเมือง โดยที่ผ่านมาศาลยังถฑกตั้งข้อสงสัยอย่างมากเรื่องหนึ่ง คือ บ้านป่าแหว่ง (การสร้างบ้านพักผู้พิพากษาพื้นที่ราชพัสดุเชิงดอยสุเทพ) โดยมีข้อสงสัยคือที่ราชพัสดุมีเยอะแยะ ทำไมต้องไปสร้างตรงนั้น ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายอย่างไฟป่า และสิ่งที่ตามมาคือทำไมศาลไปทะเลาะกับประชาชนคนเชียงใหม่ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีที่ กทม.

เสวนาวิกฤติศรัทธาตุลาการเดือด

             ขณะที่ "นายพงศ์เทพ" กล่าวตอนหนึ่งวิพากษ์บทบาการของศาลในการพิจารณาคดีต่างๆว่า จุดสำคัญถ้าคนเข้าใจระบบศาล จะยอมรับได้ว่าการตัดสินอาจจะมีผิดมีถูก ซึ่งจะผิดถูกนั้นคนไม่ว่าถ้าทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งตรงไปตรงมา อ่านสำนวนเต็มที่ เป็นกลางเป็นธรรม แต่ที่จะยอมรับไม่ได้คือตุลาการมีอคติ กินสินบน ไปรับธงเขามาอย่างนั้นรับไม่ได้ ในช่วงที่ผ่านมาความเชื่อถือในตุลาการของไทยเทียบกันกับสมัย 20 ปีก่อนต้องยอมรับว่ามีวิกฤติตุลาการเหมือนกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากตุลาการเองเป็นคนทำ โดยการเป็นตุลาการมีจริยธรรมบอกเสมอต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความเป็นกลาง แล้วต้องแสดงให้คนอื่นเห็นด้วยไม่แคลงในในพฤติกรรรม ตัวอย่างหากคนหนึ่งจำเลย อีกคนเป็นตุลาการ แม้เดิมจะมีความสนิทสนมเป็นเพื่อนกันมา 20 ปี แต่ถ้าเกิดไปนั่งกินข้าวกันคนภายนอกที่เห็นจะรู้สึกอย่างไร เขาอาจจะแคลงใจผู้พิพากษาจึงต้องระวังเรื่องนี้มาก

             อย่างไรก็ดี "นายพงศ์เทพ" ยังกล่าวถึงการพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า ช่วงที่ผ่านมาเราเห็นคดีในหลายศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญที่มีคดีการเมืองเข้ามามากมาย มีการเร่งรัดพิจารณาไปด้วยความรวดเร็ว ตั้งธงจะตัดสิน ซึ่งการพิจารณาต้องฟังทุกฝ่ายก่อนจะตัดสินซึ่งตนเห็นว่าหลายคดีที่เกิดขึ้นไม่ให้โอกาสคู่ความ เช่น คดียุบพรรคพลังประชาชน หลังจากมีการกล่าวหากัน ตามปกติต้องคู่ความาเพื่อดูว่าจะนัดว่าจะให้สืบพยานกันอย่างไร แต่ครั้งนั้นพอนัดมาก็บอกไม่ต้องสืบพยานแล้ว ให้แถลงปิดคดีเลยโดยให้ทำคำแถลงเข้ามาภายใน 3 วันซึ่งช่วงนั้นเป็นวันหยุดติดกับวันราชการ แต่คดีอย่างอื่นยังให้เวลาถึง 15 วัน และในวันที่ให้แถลงปิดคดีฟังคำแถลงปิดคดี 3 คดี ยังฝีมือขั้นเทพใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงออกมาอ่านคำวินิจฉัย ทั้งที่ขั้นตอนกว่าจะมีคำวินิจฉัยตุลาการ 9 คนแต่ละคนต้องแถลงคำวินิจฉัยส่วนตัวด้วยวาจาก่อนก่อนจะมาเขียนคำวินิจฉัย

             นอกจากนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อปี 2549 วันที่ 9 พ.ค.49 ก็เคยเกิดปรากฏการมาประชุมกันของประธานศาล 3 ศาล คือประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง โดยสุดท้ายมีเลขาธิการประธานศาลฎีกาขณะนั้น แถลงว่าขอให้ประชาชนมั่นใจว่าศาลจะไม่ล่าช้ากับเหตุการณ์บ้านเมือง และศาลจะไม่ขัดแย้งกันเองในบทกฎหมายเดียวกันเพราะหากเกิดเช่นนั้นประชาชนจะสับสนทำให้แตกแยกกันเองได้ ซึ่งการแถลงการณ์ทำให้คิดว่าจะขัดหลักที่บอกว่าผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิพากษาอรรถคดีหรือไม่ 

             ขณะที่ปัจจุบันยังมีเหตุทำให้คนรู้สึกแคลงใจกับวิกฤติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 ใน 9 คนนั้นที่จริงต้องพ้นตำแหน่งตามวาระและอายุไปแล้ว แต่ปัจจุบันยังอยู่ได้เพราะอำนาจ คสช. แล้วเช่นนี้ หากต่อไปจะต้องตัดสินคดีเกี่ยวกับ คสช. มีส่วนได้เสียได้ คนจะสบายได้อย่างไร 

             ทั้งนี้ "นายพงศ์เทพ" ยังกล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญด้วยว่า ขอฝากหากพรรคอนาคตใหม่จะเสนอแก้รัฐธรมนูญฯ แล้ว ก็ขอฝากให้ดูมาตรา 129 ด้วย ในการเป็นประโยชน์ที่จะไม่ใช่เฉพาะวงการตุลาการแต่ยังเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบองค์กรอิสระด้วย รวมถึงมาตรา 125 การอภิปรายของ ส.ส.-ส.ว.ด้วย