
เชียร์ไทยอีกที
ผลการแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยน คัพ รอบคัดเลือก ของทีมฟุตบอลชาติไทย เมื่อย่ำค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเชื่อว่า นี่คือความสุขของคนไทยอีกครั้งหนึ่ง
จะด้วยกระแสของการรอคอย “ล้างแค้น” จากเกมนัดชิงชนะเลิศอาเซียน คัพ เมื่อ 3 ปีก่อน
จะด้วยกระแสของการต้อนรับเกมการแข่งขันนัดแรกอย่างเป็นทางการของ ไบรอัน ร็อบสัน
หรือจะด้วยกระแสอะไรก็ตาม
ผลการแข่งขันที่สนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
จากสัปดาห์ที่แล้ว ผมแสดงความคิดเห็นเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องความฝันของฟุตบอลไทยที่จะไปฟุตบอลโลก ความสำเร็จของฟุตบอลลีกไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากแต่อยู่ที่องค์ประกอบอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของทักษะนักกีฬา
การแข่งขันกับสิงคโปร์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ต้องกราบเรียนเลยว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประสบการณ์ และทักษะที่ดีของนักเตะไทยหลายๆ ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นกองหลังที่มี ณัฐพร พันธุ์ฤทธิ์ ยืนเป็นตัวคุมจังหวะตรงกลาง, สุรีย์ สุขะ กับณัฐพงษ์ สมณะ ริมเส้น ขณะที่แดนกลางตัวเก็บบอลที่ดี ทั้ง สุธี สุขสมกิจ, ดัสกร ทองเหลา, สุเชาว์ นุชนุ่ม รวมไปถึงสุรัตน์ สุขะ ถือว่าทำผลงานได้ดี และที่สำคัญไม่น้อยคือ ผลงานของ ธีรศิลป์ แดงดา ในแดนหน้า
ผมชื่นชม ธีรศิลป์ แดงดา เป็นพิเศษ เพราะนับตั้งแต่ที่ ไบรอัน ร็อบสัน หันมาใช้กลยุทธ์หัวหอกเดี่ยว “ธีรศิลป์” ยังสามารถเก็บบอลครองบอล สร้างจังหวะให้เพื่อนๆ เติมขึ้นมาสู่เกมรุกได้อย่างดีเยี่ยม
เสียดายตำแหน่งนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของไทยพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ ไม่ใช่ของเขา
ผมลองมานั่งดูตำแหน่งอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ต้องเรียนตามความสัตย์ว่า น่าเสียดายแทน อาจเป็นเพราะเห็นว่า ผู้เล่นและโค้ชจากเมืองทอง หนองจอก ยูไนเต็ด ได้รับรางวัลไปเยอะแล้วหรือเปล่า ทำให้ ธีรศิลป์ ไม่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้
อย่างไรก็ตาม ผลงานจากการแข่งขันนัดแรกในการเจอกับสิงคโปร์ ยังไม่ใช่การยืนยันสถานภาพของทีมฟุตบอลไทยในการเข้าสู่รอบสุดท้ายเอเชี่ยน คัพ ในปีหน้า ที่ประเทศกาตาร์
เรายังเหลือเกมอีก 3 นัด พบ สิงคโปร์ อีกครั้งในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน จากนั้นจะรับมือจอร์แดน ในบ้านอีกหน ก่อนไปปิดท้ายด้วยการบุกไปเยือน อิหร่าน ในเกมสุดท้ายของกลุ่ม
ถ้า 2 นัดจากนี้ไป 6 แต้มเต็มในมือ นั่นคือ เราไปรอบสุดท้ายแน่นอน
ดังนั้น 2 นัด ในบ้านจากนี้ไป ต้องทำงานกันหนัก ไม่ใช่แค่นักกีฬา หากแต่กรรมการบริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยทุกคน ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
ส่วนแฟนบอลผมไม่ห่วง เพราะวันนี้คนไทยได้พิสูจน์แล้วว่า “ฟุตบอลไทยยังอยู่ในสายเลือด”
ไม่ได้คลั่งบอลนอกแบบไม่ลืมหูลืมตาอีกแล้ว



