
ชงครม.ชี้ชะตา"อีลิทการ์ด"17พ.ย.นี้
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ชง ครม.ชี้ชะตาโครงการ "อีลิทการ์ด" วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ระบุมี 2 ทางเลือก "ยุบสิ้นเชิง" หรือเดินหน้าต่อ เผยหากไม่ยุบมี 3 ทางให้เลือก เปิดทางเอกชนร่วมทุน-ปรับแผนบริษัทใหม่ หรือโอนให้ ททท. เพื่อแก้ปัญหาที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเสนอทางเลือกในการดำเนินโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ ภายใต้โครงการไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด หรืออีลิทการ์ด ให้ ครม.พิจารณา โดยมี 2 ทางเลือก คือ ทางเลือกแรกเป็นการปิดบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด และยุติการดำเนินโครงการโดยสิ้นเชิง ส่วนอีกทางเลือกเป็นการให้บริษัทดังกล่าวสามารถดำเนินการต่อได้ ภายใต้ 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การร่วมทุนกับภาคเอกชน 2.ให้ปรับแผนดำเนินธุรกิจของบริษัทใหม่ และ 3.ให้โอนภารกิจของบริษัทดังกล่าวให้แก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้ดำเนินการ
ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รายงานถึงผลการดำเนินงานของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ว่า ในช่วงที่ผ่านมาการดำเนินโครงการไทยแลนด์ อีลิทการ์ด มีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 2,570 ราย และเบื้องต้นพบว่าสมาชิกขาดคุณสมบัติ โดยเฉพาะในกรณีที่มีฐานพำนักถาวรในประเทศไทยจำนวน 795 ราย ซึ่งหากผลการตรวจสอบชัดเจนออกมาแล้ว จะทำให้เหลือสมาชิกในโครงการเพียง 1,775 ราย
ขณะที่ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2546-2551 ประสบปัญหาขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้มียอดขาดทุนสะสมล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เป็นเงิน 1,412.29 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการจ่ายเงินเดือนพนักงานสูงเกินความจำเป็น มีค่าใช้จ่ายในการให้บริการสมาชิกสูงโดยไม่มีข้อจำกัด มีค่าใช้จ่ายในการขาย การตลาด และการบริหารสูง ขาดความรอบคอบรัดกุมเพียงพอ การให้อำนาจผู้บริหารอย่างไม่มีข้อจำกัด ทำให้เกิดการรั่วไหลและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสูง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ระบุว่าหากรัฐบาลตัดสินใจเลือกแนวทางยกเลิกโครงการจะมีผลกระทบที่เป็นตัวเงินที่เกิดขึ้นทันทีเป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายออกมากกว่าจำนวนเงินที่รับเข้าไปจำนวน 2,399 ล้านบาท ประกอบด้วย การชำระเงินชดเชยต่อสมาชิกผู้ถือบัตรจำนวน 2,238 ล้านบาท การชำระเงินต่อเจ้าหนี้อื่นจำนวน 101 ล้านบาท การชดเชยการเลิกจ้างพนักงานจำนวน 30 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายอื่นจำนวน 10 ล้านบาท เป็นต้น รวมทั้งจะมีความเสียหายจากการฟ้องร้องค่าเสียหายของสมาชิก
ทั้งนี้หากรัฐบาลเลือกให้ดำเนินกิจการดังกล่าวต่อด้วยการดึงเอกชนเข้ามาร่วมทุน โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทำการถือหุ้นในบริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด มากกว่าร้อยละ 50 ก็อาจเป็นภาระผูกพันต่อรัฐบาลในระยะยาว และมีความไม่เป็นเอกภาพในการจัดการ อาจปรับเปลี่ยนสิทธิประโยชน์ เป็นต้น แต่หากปรับแผนการดำเนินงานของบริษัท อาจเกิดภาวะขาดทุนสะสมต่อไปอีก และถ้าโอนกิจการให้ ททท.อาจเกิดภาระด้านงบประมาณ ทำให้มีภาระผูกพันรัฐบาลระยะยาว เป็นต้น



