ข่าว

พ่อค้าชายแดนไทย-พม่าหวั่นสินค้าจีน-มาเลย์แย่งตลาด

พ่อค้าชายแดนไทย-พม่าหวั่นสินค้าจีน-มาเลย์แย่งตลาด

16 พ.ย. 2552

พ่อค้าชายแดนไทย-พม่า หวั่นสินค้าจีน,มาเลเซีย,สิงคโปร์ เบียดแย่งตลาด จี้รัฐให้คงความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

 (16 พ.ย.) นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง เปิดเผยถึงสภาวะและสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-พม่าในช่วงต้นปี 2552 จนถึงขณะนี้ ว่าอยู่ในสภาวะที่ดีมาก สินค้าในหลายกลุ่มสินค้ามีอัตราการขยายตัวสูงโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร สินค้าประเภทอุปโภค-บริโภค รวมถึงสินค้าในหมวดก่อสร้าง

 “การค้าไทย-พม่า อยู่ในสถานการณ์ที่ดีมาโดยตลอด ทั้งนี้เป็นผลจากอัตราการบริโภคและแนวโน้มการบริโภคในพม่าสูงมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพม่าเป็นประเทศที่มีจุดอ่อนทางด้านฐานการผลิตที่ไม่มี จำเป็นจะต้องนำเข้าสินค้าเกือบทุกประเภทจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศไทยถือเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนใกล้ชิดมากที่สุด ประกอบกับที่ผ่านมาสถานการณ์ของความสัมพันธ์ไทย-พม่าทั้งระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและระดับชาติอยู่ในสภาวะที่ดีมากๆ อีกทั้งพม่าไม่มีปัญหาการเมืองแต่ประการใดจึงทำให้การค้า ส่งออกไทย-พม่าจึงมีอัตราการขยายตัวค่อนข้างเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย”

 นายนิตย์กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่ทางผู้ประกอบการค้าชายแดนมีความเป็นห่วงมากในขณะนี้ซึ่งอาจจะเกี่ยวเนื่องกับบรรยากาศการค้าชายแดนคือความสัมพันธ์ของไทยกับพม่า ซึ่งขณะนี้ไทยเองก็มีปัญหากับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลต่อการค้าชายแดนอย่างเห็นได้ชัด และยิ่งประเทศไทยเรามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านมากเท่าไหร่ ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้สินค้าจากประเทศคู่แข่ง

 โดยเฉพาะจากจีน,มาเลเซีย และสิงคโปร์เข้าไปเบียดแย่งตลาดของไทย โดยเฉพาะในพม่าปัจจุบันนี้สัดส่วนของตัวเลขการค้าสินค้าของไทยครองตลาดได้เพียง 30% เท่านั้น ตลาดส่วนใหญ่กว่า 60% เป็นของจีน สำหรับของไทยเราที่สามารถครองส่วนแบ่งอยู่ได้เป็นเพราะความสัมพันธ์ของผู้ค้าชายแดนที่ค้าขายกันมานานเป็นสำคัญ ดังนั้นหากความสัมพันธ์ของสองประเทศมีปัญหาการค้าชายแดนมีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยจะต้องปรับทัศนคติใหม่ว่าทุกประเทศจะต้องพึ่งพาไทยนั้นไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

 กลุ่มสินค้าที่มียอดการส่งออกไปยังพม่ามากที่สุด ยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค กลุ่มต่อมาคือยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์พลาสติก รวมถึงสินค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าสินค้าในแต่ละกลุ่มจะสามารถขยายได้อีกมากในช่วงปีนี้ รวมถึงในปี 2553 โดยมีปัจจัยที่สำคัญคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศของพม่า และความสัมพันธ์ของไทยพม่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญที่สุด

 แหล่งข่าวจากด่านศุลกากรจังหวัดระนอง เปิดเผยถึงสถิติสินค้านำเข้า-ส่งออก ชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง ทางด่านศุลกากรระนองในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมที่ผ่านมาว่า มียอดการนำเข้าสินค้าจากประเทศพม่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนยอดสินค้าส่งออกจากไทยโดยรวมประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยสินค้านำเข้าที่สำคัญที่ไทยยังต้องนำเข้ามาจากพม่าประกอบด้วยสัตว์น้ำ,สินแร่,ถ่านไม้,ปลาป่น,กระเพาะปลา,ไม้แปรรูป,หวาย,ไม้ไผ่,เศษเหล็ก,ใบจาก ฯ ซึ่งโดยเฉลี่ยในช่วงปกติตัวเลขการส่งออกจากจ.ระนองไปยังจ.เกาะสองประเทศพม่าจะอยู่ในอัตรา 800-1,000 ล้านบาท และคาดว่าตัวเลขการส่งออกโดยรวมถึงสินเดือนธันวาคมปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท ส่วนตัวเลขการนำเข้าคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 2,500-3,000 ล้านบาท

 สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศพม่าประกอบด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกสูงเฉียด 500 ล้านบาทในแต่ละเดือน เครื่องดื่ม,ครีมเทียม,ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก,หมากแห้ง,อวน,เชือก,ด้าย,ปูนซิเมนต์,ยางรถ,เหล็ก,ยา,น้ำมันพืช,เครื่องจักรและอุปกรณ์,รองเท้า,ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก,น้ำตาลทราย,ผงชูรส,ขนม,ผลิตภัณฑ์แก้ว,ผลิตภัณฑ์เคมี,เหล้า,ไวน์,เบียร์,รถจักรยานยนต์,สีและผลิตภัณฑ์สี,ผ้า,ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ,อาหารกระป๋อง,,นมสด,นมข้น,สารปรุงแต่งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม เป็นต้น

 แหล่งข่าวกล่าวต่อว่าสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ยอดการค้าขายตามแนวบริเวณชายแดนไทยพม่าด้านจ.ระนอง ยังมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเพราะสภาพเศรษฐกิจภายในของประเทศพม่าที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น รวมถึงที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน ซึ่งการเดินทางติดต่อ หรือการคมนาคมในพม่าจะลำบากมากทำให้ชาวพม่าจึงพยายามซื้อสินค้าที่จำเป็นกักตุนไว้ใช้ในช่วงฤดูฝนนี้ ทำให้ตัวเลขส่งออกจึงออกมากมาค่อนข้างสูง ส่วนในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม ก็ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการค้าขายชายแดนเช่นกันเนื่องจากเป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ดังนั้นสินค้าในหลายกลุ่มจะมีออเดอร์สั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก

 สำหรับสถิติสินค้านำเข้า-ส่งออก ทางด่านศุลกากรระนอง ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาล่าสุด ในส่วนของนำเข้ารวม 18,224,,408 กก. รวมมูลค่า 190,928,935 บาท ส่วนการส่งออก รวม 35,720,143 กก. รวมมูลค่า 854,846,351 บาท โดยสินค้านำเข้าสำคัญประกอบด้วยสัตว์น้ำ,ถ่านไม้,ปลาป่น,ไม้แปรรูป ส่วนสินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง,ปูนซิเมนต์,น้ำมันหล่อลื่น,น้ำมันพืช,ผลิตภัณฑ์จากกระดาษ ฯ