
ความรุนแรง
หลายวันมานี้เมื่อบริโภคข่าวสารประจำวันจะรู้สึกได้ว่ามีการใช้ความรุนแรงเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และเป็นเครื่องมือในการตัดสินความขัดแย้งไม่พอใจกันมากขึ้นตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ระดับประเทศ ความรุนแรงที่ผมหยิบยกขึ้นมาพูดนี้รวมไปถึงความรุนแรงในเกมการ
สถานการณ์ความรุนแรงในชีวิตประจำวันถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบต่างกันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้สะท้อนออกมา ครูโมโหเด็กนักเรียนก็บอกว่าลืมตัวทำร้ายเด็ก ทำธุรกิจสงสัยว่าถูกโกงก็ซ้อมเพื่อให้รับว่าโกงจริง ทวงหนี้เพื่อให้ได้เงินคืนต้องขู่จะฆ่าให้ตาย แย่งกันเก็บเงินคนขายของในตลาดต้องฆ่ากันเพื่อเอาชนะ ทำมาหากินไม่ได้ต้องปล้นเขากิน ไม่ถามหาวิถียุติธรรมแบบที่ต้องเปิดตัวบทกฎหมายกันแล้วหรือ
ตั้งคำถามกับสังคมเป็นทางสองแพร่งว่า วิถีอารมณ์เถื่อนเข้ามากินพื้นที่วิถียุติธรรมแบบตัวบทกฎหมายมากขึ้นเพราะอะไร ทำไมผู้คนเหล่านั้นจึงเลือกวิถีเถื่อนทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
คำตอบคงไม่ออกไปทางเรื่องราวของความเชื่อทางศาสนาเพราะไม่ถนัดด้านนี้มากนัก แต่เพราะกำพืดเป็นคนในระบบยุติธรรมที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านเมื่อมีโอกาส คงต้องตอบแทนว่าเพราะใช้ความรุนแรงมันได้ผลทันใจไม่มีขั้นตอนมากมายสามารถจินตนาการขั้นตอนเองได้ไม่ต้องไปถามหรือศึกษาอ่านแผ่นพับที่ใช้ภาษาราชการแบบแปลไทยเป็นไทยอีกหลายต่อ เข้าถึงผู้ให้บริการได้ไม่ยากเพราะพร้อมจะให้บริการตัวเองได้อยู่แล้ว สรุปความว่าการให้บริการแบบเถื่อนๆ ไม่ซับซ้อนอะไรมากมายอาศัยอารมณ์หรือสัญชาตญาณดิบของความมนุษย์ก็ได้ผลตามใจอยากแล้ว
จริงอยู่การให้บริการวิถียุติธรรมตามกติกาสังคมต้องอาศัยตัวบทกฎหมายและผู้ให้บริการต้องมีขั้นตอนการให้บริการฟังดูก็เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับสังคมบ้านเราสิ่งเหล่านี้ไม่ปกติ หากจะบอกว่าเพราะสองปัจจัยแค่นี้ต้องทำให้คนใช้ความรุนแรงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองมันฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผล ผมก็ต้องตอบว่ามีส่วนเหมือนกันแม้จะดูไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลสักเท่าไหร่ก็ตาม ลองคิดอีกมุมว่าถ้าเราต้องการความเป็นธรรมให้ปัญหาของตัวเองไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่แล้วสามารถหาบริการได้ใกล้ตัวขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยากเข้าใจได้ง่าย อาจมีผลให้อารมณ์เถื่อนถูกเก็บกดไว้ได้บ้าง
เมื่อถกกันเรื่องการให้บริการและการเข้าถึงบริการแล้ว คงต้องไปกันต่อเรื่องการเยียวยาความเสียหายที่ได้รับก็ต้องถือเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ต้องยอมรับว่าระบบและทางปฏิบัติของบ้านเราลืมคนที่ตกเป็นเหยื่อจนต้องทำให้คนจำนวนหนึ่งใช้อารมณ์ดิบเป็นเครื่องมือการเยียวยาตามไปด้วยเพราะหวังผลเพียงการแก้แค้นเท่านั้น การเยียวยาอื่นๆ คงทำได้ยาก ด้วยมีวิธีเยียวยาไม่มากแถมยังเข้าถึงไม่ได้ง่ายๆ อีกตามฟอร์ม ตรงนี้แหละครับที่น่าตกใจว่าความคาดหวังในการได้รับการเยียวยาแก้ไขความเสียหายที่ได้รับจะลดลงไปเรื่อยๆ หากวิถียุติธรรมยังคงเฉื่อยชาและมีขั้นตอนมากมายแบบนี้
การเยียวยาด้วยการตอบสนองทางอารมณ์ที่เรามองว่าเป็นการแก้แค้นเพื่อให้ได้รับผลแบบทันตาทันใจเริ่มเข้ามาครองใจคนรุ่นใหม่มากขึ้นตามสถานการณ์สังคมแวดล้อมของยุคโลกาภิวัตน์ หากเราไม่ฉุกคิดให้ดีวิถียุติธรรมคงได้รับผลกระทบอย่างมาก การปรับปรุงวิถียุติธรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์จึงเป็นทางออกที่ต้องได้รับการใส่ใจอย่างมากที่สุด
ผมพยายามพูดตรงนี้มาโดยตลอดว่า การให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นสิ่งที่ถูกต้องแม้เงื่อนไขบริการด้านยุติธรรมจะมีเงื่อนไขเฉพาะตัวที่ต้องมีแบบพิธีอยู่บ้างก็ตามแต่หากชาวบ้านต้องการกระบวนการขั้นตอนง่ายๆ กระชับเพราะบริการส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านต้องการไม่ใช่เรื่องใหญ่โตที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะกันถึงติดคุกติดตะรางหรือเรียกร้องเงินกันเป็นแสนเป็นล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกกันตรงๆ ว่ามีกฎหมายรองรับการให้บริการด้านกฎหมายกันในท้องถิ่นเกือบจะสองปีแล้วแต่ชาวบ้านยังจับต้องไม่ได้ กฎหมายที่ว่านี้ให้อำนาจนายอำเภอคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการประนีประนอมข้อพิพาทได้ทั้งทางแพ่งและอาญาในเรื่องที่สามารถตกลงกันได้แต่จนป่านนี้ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีบริการวิถียุติธรรมแบบนี้ใช้ในหมู่บ้านไหนเลย
หนทางจำกัดการใช้ความรุนแรงในสังคมยังมีอีกมากมายหลายวิธีที่ต้องทำพร้อมกันไป ไม่ใช่ง่ายกับเรื่องนี้เพราะการใช้อารมณ์เถื่อนเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันที และไม่ใช่ว่าบ้านเราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงก็พอมีอยู่บ้าง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความไม่รู้และไม่เอาใจใส่และการมองไม่รอบด้าน
ต้องอาศัยเสียงของชาวบ้านช่วยกันตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรมของบ้านเมือง อย่ามัวแต่ทะเลาะกันอยู่เลยเสียเวลาเปล่า



