ข่าว

นับถอยหลังเปิดเสรี”อาฟตา”ภาคอุตฯ-เกษตรไทยต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

นับถอยหลังเปิดเสรี”อาฟตา”ภาคอุตฯ-เกษตรไทยต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอด

16 พ.ย. 2552

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 การค้าขายกันระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ รวมประเทศไทย จะเป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น ด้วยการลดภาษีนำเข้าทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร จำนวนรวมกว่า 8,300 รายการ ให้เหลือ 0% ภายใต้ข้อตกลงเปิดเขตก

 นายนพดล สระวาสี รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กลุ่มอาเซียนได้ร่วมกันจัดตั้งเขตการค้าเสรีมานาน ตั้งแต่ปี 2535 และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน มาตั้งแต่ปี 2536 โดยทยอยลดภาษีมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านการค้าระหว่างกัน กระชับความสัมพันธ์ ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสมาชิกอาเซียน ทั้งนี้ กลุ่มอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน จะเป็นผู้นำในการลดภาษีก่อน คือ จะลดภาษีคิดเป็นสัดส่วน 80% ของรายการสินค้าทั้งหมด เป็น 0% ในปี 2550 ซึ่งได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว และจะลดภาษีในส่วนที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ส่วนอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม จะลดภาษีเป็น 0% ในปี 2558

 เปิดเสรีหนุนการค้า-ผู้บริโภคได้ประโยชน์

 อย่างไรก็ตาม ในรายการสินค้าของอาเซียนทั้งหมดจำนวนกว่า 8,300 รายการนั้น จะมีสินค้าอ่อนไหวที่แต่ละประเทศยังไม่พร้อมเปิดเสรี จึงมีการสงวนไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง รวมกันจำนวน 93 รายการ ที่ไม่ต้องลดภาษีเหลือ 0% ในจำนวนนี้ไทยมีสินค้าอ่อนไหวอยู่ 4 รายการ คือ ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง และกาแฟ ซึ่งจะลดภาษีลงเหลือ 5%

 “ที่ผ่านมา กลุ่มอาเซียนลดภาษีอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเหลือ 0-5% ถือว่าไม่แตกต่างกันมากนักกับการที่จะลดภาษีลงเป็น 0% ในต้นปีหน้า ซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีอาฟตา คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน ยางพาราแท่งและยางแผ่นรมควัน และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ" นายนพดลกล่าว

 ขณะที่สินค้าเกษตรนั้น ในส่วนของข้าว ถือว่าไทยได้รับประโยชน์จากการยกเลิกภาษีนำเข้าของประเทศสมาชิกอื่นๆ เพราะเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่น้ำตาล ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก และตลาดหลักคือ อินโดนีเซีย ที่จะลดภาษีให้ไทยภายใต้ข้อตกลงอาฟตาเหลือ 5-10% ในปี 2558 ดังนั้น เมื่อไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลักของโลก ไทยจึงต้องดำเนินการเชิงรุกในการผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ลดภาษี เพื่อสร้างความได้เปรียบ

 “การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนนั้น ผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภคได้ซื้อสินค้าราคาถูกลง ขณะเดียวกันจะช่วยขยายตลาดส่งออกด้วย อย่างไรก็ตาม ในการดูแลผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีก็จะมีกฎหมายเซฟการ์ด หรือ พ.ร.บ.มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าเกษตรจะมีกองทุนเอฟทีเอสำหรับสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ ซึ่งมีมูลค่ากองทุนกว่าร้อยล้าน” นายนพดลกล่าว

 ทั้งนี้ สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นกังวลในขณะนี้คือ ข้าว ที่ในอดีตคิดว่าไทยมีความพร้อมนั้น อาจจะมีการนำเข้าข้าวที่ไม่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาปลอมปนกับของไทยเพื่อส่งออก ทำให้กระทบต่อคุณภาพและภาพลักษณ์ข้าวไทย จึงมีมาตรการเข้ามาดูแลการนำเข้าข้าว เช่น การกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธินำเข้า และการตรวจสอบคุณภาพข้าว

11สินค้าเกษตรไทยรับผลกระทบ

 อย่างไรก็ตาม จากข้อตกลงอาฟตานั้น พบว่ามีธุรกิจบางกลุ่มยังไม่มีความพร้อมในการเปิดเสรี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรแปรรูป 23 ชนิด ได้แก่ น้ำนมและนมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ มะพร้าวผล เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา พริกไทย กระเทียม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำตาล ใบยาสูบ เส้นไหมดิบ และลำไยแห้ง

 ขณะที่ศูนย์วิจัยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า จากผลวิจัยเกี่ยวกับการเปิดเสรีมีสินค้าเกษตรไทย 11 รายการที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ข้าว ชา เมล็ดกาแฟ มะพร้าวผล เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว เมล็ดถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน พริกไทย กระเทียม มันฝรั่ง และยาสูบ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีศักยภาพในการแข่งขันต่ำ จะเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์จะมีเพียง น้ำนมดิบ นมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย น้ำตาล ลำไยแห้ง ไหมดิบ หอมหัวใหญ่ และเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่

 ทั้งนี้ ภาครัฐมีมาตรการปกป้องและบรรเทาผลกระทบจากการเปิดตลาดเสรีดังกล่าว โดยการจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอ แต่พบว่ามีเกษตรกรรายย่อยเพียงไม่กี่รายที่สามารถเข้าถึงกองทุนดังกล่าว ประกอบกับวงเงินงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาสามารถช่วยเหลือได้เพียง 12 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวม 69 ล้านบาท

 ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. ยังระบุอีกว่า การลดภาษีตามข้อตกลงอาฟตาให้คงเหลือ 0% สำหรับกลุ่มสินค้าเกษตรไม่แปรรูป 23 รายการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 คาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรรายย่อยทันที ดังนั้น การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศอย่างสูงสุด

จี้ปรับตัว-เพิ่มคุณภาพการผลิต

 ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองถึงการเปิดเสรีอาฟตาว่า การลดภาษีไม่ใช้อุปสรรค แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยจะปรับแนวทางการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้อย่างไร ซึ่งเห็นว่าไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและต้องปรับปรุงคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน

 “สิ่งที่ผู้บริโภคควรคำนึงถึงคือ ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนจะมีประชากรรวมกันมากกว่า 560 ล้านคน รวมภายใต้กรอบอื่นๆ อีก เป็นสิ่งท้าทายสำหรับสินค้าไทยที่จะต้องมีมาตรฐาน คุณภาพดี รวมทั้งเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเราจึงต้องเร่งปรับปรุงการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานและยั่งยืน และที่สำคัญสินค้าเกษตรไทยจะเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก โดยต้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำ เพราะเป็นกระบวนการสำคัญในการผลิตและต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน” นายพรศิลป์กล่าว

 นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทย ยอมรับว่า ไทยอาจยังไม่มีความพร้อมโดยสมบูรณ์แบบในการรับมือเปิดเสรีอาเซียน แต่ในภาพรวมแล้วถือว่าไทยได้ประโยชน์ ซึ่งควรหันมาศึกษาจุดอ่อนที่มีอยู่อย่างจริงจัง เพื่อปรับตัวรับมือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์ ได้แก่ ยานยนต์ สินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพมากกว่าเพื่อนบ้าน แต่สินค้าที่น่าเป็นห่วงคือ อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมาเลเซียมีความแข็งแกร่งกว่าไทย สิ่งทอ ไทยเสียเปรียบประเทศที่มีแรงงานราคาถูกกว่า ขณะที่ปิโตรเคมีนั้น ไทยไม่มีฐานะวัตถุดิบพลังงานเหมือนกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย

 "ยอมรับว่าข้าวไทยเสียเปรียบด้านราคากับคู่แข่ง คือ เวียดนามที่มีราคาถูกกว่า แต่ในความเป็นจริง ไทยยังมีศักยภาพด้านอื่นที่ได้เปรียบกว่าเวียดนาม แต่ผู้ผลิตไทยคุ้นเคยกับระบบประกันราคา จนไม่เข้าใจถึงกระบวนการแข่งขันที่แท้จริงมากเท่าที่ควร" นายประมนต์กล่าว