ข่าว

ค้านหัวชนฝาโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย

ค้านหัวชนฝาโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย

23 พ.ค. 2562

ร้อยเอ็ด - คมข่าวทั่วไทย

 

วันที่ 23 พ.ค. 2562  การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์ ครั้งที่ 2 หรือ ค 2 ของโรงงานน้ำตาล หรือโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย ซึ่งจัดขึ้นที่หอประชุม อำเภอปทุมรัตต์จังหวัดร้อยเอ็ดท่ามกลาง การเฝ้า อารักขารักษาความปลอดภัย อย่างเข้มงวด ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอส. ในวันนี้ โดย มี เจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม รับฟัง ปัญหาความต้องการ เพื่อการแก้ปัญหา ซึ่ง ฝ่ายปกครอง ของจังหวัดร้อยเอ็ด มีนายเลิศบุศย์กองทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปเป็นประธาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ด้านการ สร้างโรงไฟฟ้า ชีวมวลจากชานอ้อย อันเกิดจาก โรงน้ำตาล

 

 

 

ค้านหัวชนฝาโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย ​

 

 

 

ซึ่งการจัดกิจกรรมวันนี้ ทางผู้จัด ได้วางเป้าหมายผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็น และเสนอทางออก ไว้จำนวน 2,000 คน แต่ปรากฏว่า มีประชาชน มาร่วมงาน เกินกว่าที่กำหนด กว่า 2,400 คน จนต้องขยาย ปริมาณ ยอดผู้เข้าร่วมกิจกรรม ภายในห้องประชุม และต้องเสริมเก้าอี้ออกมาข้างนอกห้องประชุม แต่ก็ยังเกิดปัญหาความวุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อชาวบ้านส่วนหนึ่ง ออกมาโวยวาย ว่าได้รับแจ้งจากแกนนำชุมชน ให้พาประชาชนเดินทางมา ร่วมรับฟังความคิดเห็น โดยได้รับแจ้งเป็นข้อความที่ไม่ชัดเจน เกิดความสับสนว่า ให้ชาวบ้านมารับฟัง ความคิดเห็น หมู่บ้านละ 500 คน แต่ปรากฏว่า เมื่อมาร่วมกิจกรรม ทางฝ่ายผู้จัดงาน กลับไม่ยอมให้ลงทะเบียน อ้างว่าปริมาณเกินกว่าที่กำหนดไว้

เมื่อไม่สามารถลงทะเบียนได้ ก็จะไม่ได้รับ เบี้ยเลี้ยงการประชุม ที่จะจ่ายรายหัวหัวละ 300 บาทให้ด้วย และเมื่อไม่ได้เข้าร่วมประชุม การเดินทางกลับก็จะมีปัญหา เนื่องจากรถที่นำมา ไม่ยอมพากลับ เพราะต้องรอการประชุมเสร็จสิ้น แล้ว รอค่ารถ ที่พาเข้าบ้านมาก่อน จึงจะยอมเดินทางกลับ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านจำนวนมาก ที่เดินทางมาแล้วผิดหวัง พร้อมกับกล่าวว่า การจัดกิจกรรมเชิญชวนชาวบ้านมาร่วมรับฟังความคิดเห็น น่าจะมีการระบุ เงื่อนไข ของการเชิญชวนประชาชนมาร่วมกิจกรรม ให้ชัดเจน กว่านี้ โดยไม่สร้างความสับสนให้กับชาวบ้าน ที่เดินทางมาแล้ว เสียความรู้สึก กับความไม่ชัดเจนของโรงงานน้ำตาล ซึ่งจัดงาน

 

 

 

ค้านหัวชนฝาโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย ​

 

 

 

และสิ่งที่ปรากฏเห็นก็คือ นางเอมอร สินธิมาตย์ แกนนำคนหนึ่ง ชาวบ้านโนนใหม่ ต.โนนสวรรค์ อ.ปทุมรัตต์ กลุ่มประชาชนที่เดินทางมาร่วม แสดงความคิดเห็น และร่วม ในเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า ชีวมวล จากชานอ้อย ในครั้งนี้ ปรากฏว่า เหตุที่ประชาชน มามากจนเกินกว่ากำหนด ทั้งนี้น่าจะสืบเนื่องจาก ประชาชนที่เดินทางมา รับฟังความคิดเห็น และเสนอแนวคิด ด้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลชานอ้อย ไม่ได้มีเพียงชาวบ้าน 4 ตำบล ของอำเภอปทุมรัตต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ ในรัศมีโดยรอบ โรงงานที่เป็นชาวร้อยเอ็ด หรืออำเภอปทุมรัตต์เท่านั้น เพราะปรากฏว่า ยังมีประชาชนจาก อำเภอในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด และยังมีประชาชนจาก ต่างจังหวัด ที่เห็นได้ชัดเจนจากประชาชนก็คือ จากอำเภอวาปีปทุม และจากอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคามที่อยู่นอกรัศมี 50 กม.รอบโรงงาน มาร่วมรับฟังแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

“และหากคน อ.วาปีปทุมและคนพยัคฆภูมิพิสัยเห็นชอบ ก็ขอให้เอาไปสร้างในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามเลย โดยยืนยันว่าชาว อ.ปทุมรัตต์ ไม่ต้องการทั้งโรงน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเด็ดขาด”นางเอมอร สินธิมาตย์ กล่าว

สำหรับบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้า กลุ่มผู้จัดการ ประชุมรับฟังความคิดเห็น ได้กำหนดให้ประชาชนที่เดินทางมา ลงทะเบียน ตั้งแต่เช้า ให้มีสิทธิ์ ลงชื่อเข้าร่วม รับฟังและแสดงความคิดเห็น แค่เพียง 9:30 น ก็จะปิดรับลงทะเบียน และจะเปิดเริ่ม เวที แสดงความคิดเห็น ในเวลา 10:30 น ซึ่งการกำหนดดังกล่าว ปรากฏว่า ทำให้เกิดการ ชุลมุน แย่งชิง การลงทะเบียน จนเกิดความวุ่นวาย เกิดขึ้น รอบๆ ห้องประชุม ซึ่งมีประชาชนที่เดินทางมาแล้ว ไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียนมารอ รถเพื่อการเดินทางกลับจำนวนมาก

 

 

 

นายณัฐวุฒิ พิมพะนิตย์ ผู้จัดการโครงการฝ่ายโรงงาน โรงน้ำตาลบ้านโป่ง กล่าวว่า สำหรับการ ให้ประชาชนที่เข้าร่วมรับฟัง และแสดงความคิดเห็น ได้กำหนดให้ ประชาชนทั้งสองฝ่าย สามารถ แสดงความคิดเห็นได้ ครั้งละ ไม่เกิน 3 นาที เพื่อให้ คณะทำงาน บันทึกความต้องการ ของผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 2 ฝ่าย นำเสนอแนวคิดไปยังผู้บริหารและก่อตั้งโรงน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ด้วยการรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อนำไปปฏิบัติให้สอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะนำไป พิจารณาหาทางแก้ไข แก้ข้อกังวลของ ประชาชน โดยเฉพาะฝ่ายที่เห็นแย้ง เพื่อให้มีการเสนอทางออกที่ดี ในการที่จะสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องมั่นใจว่าไม่ส่งกระทบต่อชุมชนโดยเด็ดขาดอย่างแน่นอนต่อไป แล้วจะนำมาเสนอแนวทางต่อที่ประชุมการรับฟังความคิดเห็นในครั้งต่อไป อีกครั้ง

 

 

 

ค้านหัวชนฝาโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย ​

 

 

 

ขณะเดียวกัน ปรากฏว่า นางเอมอร สินธิมาตย์ และ ชาวบ้าน กลุ่มปลูกข้าว GI ที่มีความเห็นแย้งและคัดค้าน การปลูกอ้อย การก่อสร้างโรงน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลในเขตพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์ 4 ตำบล ยังยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยพร้อมกันนั้น ยื่นข้อเสนอว่า ขอให้ระงับ การเดินหน้า จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ที่ผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รวมทั้ง การแสดงความคิดเห็นในวันนี้ ขอให้เป็นโมฆะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ มีการร้องเรียนไปยังฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ตรวจสอบขั้นตอนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ทั้งที่ผ่านมาและที่จัดในปัจจุบัน น่าจะลัดขั้นตอน ไม่เป็นไปตรงตาม ข้อระเบียบการจัดกิจกรรมที่ถูกต้อง กับข้อระเบียบ และกฎหมายที่ถูกต้อง เนื่องจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ได้มีการนำคนต่างพื้นที่ที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่อยู่ในรัศมี โดยรอบของการจัดตั้งโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล มาเข้าร่วมประชุม แสดงความคิดเห็นซึ่งขัดต่อความเป็นไปได้และข้อเท็จจริง

จึงยื่นข้อเสนอว่า ขอให้ยุติ การจัดเวที รับฟังความคิดเห็นทั้งหมด เพื่อรอ การตรวจสอบ ตามที่ กลุ่มของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วย ทำเรื่องคัดค้าน ไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ตัดสินเรื่องนี้ ให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการต่อไป

 

 

 

ค้านหัวชนฝาโรงไฟฟ้าชีวภาพชานอ้อย ​

 

 

 

ในขณะที่นายเลิศบุศย์ กองทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดกล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจาก นายวันชัยคงเกษมผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ทำหน้าที่ ติดตามควบคุมดูแล การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ของการ ทำเวทีทุกครั้ง ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบที่ถูกต้อง ตามระเบียบของทางราชการ โดยไม่มีการเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยทุกอย่าง ที่จะเกิดขึ้นต่อไป ให้เกิดขึ้นจากการรับฟัง และนำไปปฏิบัติ ให้ถูกต้อง เป็นไปตามความต้องการของทุกฝ่าย โดยไม่มีการ ก่อให้เกิดสร้างความเดือดร้อน กับประชาชน ทุกๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่อ้อย หรือชาวนาที่อยากจะปลูกอ้อย และแม้แต่ ชาวนาในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ยังยืนยัน ไม่เห็นด้วย กับการมาสร้างโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว GI ที่ขึ้นชื่อของพวกเขา ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่ประชาชนจะแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องสิทธิ์ ตามสิทธิพลเมือง ส่วนจะลงเอยอย่างไร ก็อยู่ที่ ประชาชน จะแสดงความคิดเห็น และกำหนดทิศทาง ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันรับฟัง แล้วนำไปสู่การแก้ปัญหา ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ โดยไม่สร้างความความขัดแย้ง หรือสร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชนทุกชุมชน ให้เกิดความสบายใจ

 

 

 

หากทางโรงงานยังยืนยันที่จะทำต่อไป ก็มีหน้าที่โดยตรงในการที่จะชี้แจง ทำความเข้าใจ และตอบปัญหา สิ่งแวดล้อม ด้านมลพิษ ปัญหาผลกระทบ ด้านฝุ่นละออง ให้ได้รับการยอมรับ และเชื่อมั่นว่า จะไม่นำวิถีชีวิตของ กลุ่มผู้คัดค้าน เข้าสู่การสุ่มเสี่ยง จะได้รับผลกระทบตามความคิดของประชาชน ก็สามารถที่จะแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งดำเนินการดังกล่าว ทางจังหวัดยืนยันว่า จะไม่มีการเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่จะทำหน้าที่ ของนักปกครองที่ดี ในการที่จะแก้ปัญหา ให้เกิดความอยู่ดีกินดี ให้กับประชาชน โดยไม่ให้ใครได้รับความเดือดร้อน ตามนโยบายของรัฐบาล ต่อไป

นอกจากนั้นยังมี กลุ่มชาวบ้านจากพื้นที่ อ.ปทุมรัตน์ และอำเภอใกล้เคียงได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟ้าดังกล่าว โดยระบุว่า พวกเราชาวบ้านจากกลุ่มต่างๆ ในพื้นรัศมี 5 กม. ประกอบด้วย 7 ตำบล 3 อำเภอ 2 จังหวัด ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย) ที่จะเกิดขึ้นในพื้นของเรา ขอประกาศและแสดงจุดยืนว่าเราไม่ต้องการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย)ว่า จะไม่ยอมรับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และการจัดทำ EIA ทั้งที่ผ่านมาทั้งหมด และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงขอประกาศจุดยืนไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงงานน้ำตาล และโรงงานไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย) และจะขอเดินหน้ายืนหยัดปกป้องสิทธิชุมชน สิทธิพลเมืองในการกำหนดอนาคตตนเอง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของรัฐ สิทธิทางเศรษฐกิจที่จะมีวิถีการผลิตทางเศรษฐกิจของตนเอง และสิทธิในการมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี และพวกเราจะปกป้องทุ่งกุลาและสิทธิของพวกเราไม่ให้ถูกละเมิดจนถึงที่สุด

 

 

 

โดยสาเหตุที่ออกมาคัดค้านเนื่องจาก   พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ข้าวหอมมะลิได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของจังหวัดร้อยเอ็ดที่ส่งเสริมการปลูกข้าวหอมมะลิ รวมถึงเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรสามารถพัฒนาการเกษตรและผลิตข้าวหอมมะลิแบบอินทรีย์ จนได้รับการรับรองประกาศนียบัตรข้าวอินทรีย์ สามารถส่งออกไปยัง ยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น และเป็น คลัสเตอร์ ให้กับชาวนาอีก 22 จังหวัดที่ส่งออกข้าวอินทรีย์ไปต่างประเทศ อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ผลิตอาหารอินทรีย์ โดยเฉาะกลุ่มนาแปลงใหญ่ตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งได้ทำมานานแล้ว แถมยังเป็นพื้นที่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหม ที่มีเสียงระดับชาติและเป็นสินค้า OTOP ชาวบ้านเลี้ยงวัว ควาย โดยอาศัยหญ้าและแหล่งน้ำตามธรรมชาติซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม และเป็นธนาคารของคนจน เป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์  ชาวบ้านได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์และบูรณาการในชีวิตประจำวัน จนได้รับรางวัลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับจังหวัดร้อยเอ็ด และเป็นตัวแทนระดับจังหวัด 2 ปี ติดต่อกัน เป็นพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นา โมเดล ซึ่งเป็นต้นแบบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วย 

 

 

 

ที่ผ่านมา ความไม่ชอบธรรมในการจัดเวที ค.1 เมื่อวันที่ 28 เดือนสิงหาคม 2562 จนชาวบ้านร้องเรียนทำให้มีการตกลงกัน 3 ฝ่าย คือ ราชการ บริษัท และชาวบ้าน ให้ยกเลิกผลการจัดเวที แต่บริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงโดยได้จัดเวทีขึ้นมาอีก  สถานที่ในการจัดเวที ค.1 โรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล(ชานอ้อย) ไม่เป็นไปตามข้อตกลงของที่ประชุม 3 ฝ่าย เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 ที่กำหนดให้จัดเวทีในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากโรงงาน  การจัดเวที ค.1 โรงงานน้ำตาลเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 ไม่เป็นธรรม ในเรื่องของ ผู้ที่เข้าร่วมส่วน

ใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ ไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คนนอกพื้นที่ได้เวลาในการเสนอคิดเห็นมากกว่าพวกเราที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อีกทั้งยังมีการแจกจ่ายเงินให้กับคนที่เข้าร่วม ซึ่งเท่ากับเป็นการจูงใจ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตยในระดับฐานราก และ การจัดเวทีที่ผ่านมาอาจเป็นการกระทำที่ขัดกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ออกตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ต้องการให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร้องเรียนถึงความไม่ชอบธรรม หลายครั้ง ทั้งในระดับจังหวัดและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ปรากฏว่าไม่มีการพิจารณาข้อเรียกร้องใดๆ อีกทั้งยังปล่อยให้บริษัทที่ปรึกษาที่เคยจัดเวทีที่ขัดกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มาจัดต่อ

 

 

 

 ซึ่งได้มีการลงชื่อของ กลุ่มชาวนาทุ่งกุลา กลุ่มผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ตำบลโนนสวรรค์ กลุ่มผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ตำบลสระบัว กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลโนนสวรรค์ กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตำบลโนสวรรค์ กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมตำบลสระบัว กลุ่มทอผ้าไหมลายสก๊อต บ้านบักตู้ กลุ่มเลี้ยงโคขุน บ้านฮ่องแฮ่ กลุ่มอนุรักษ์ป่า บ้านน้ำคำ เครือข่ายคนรักษ์ปทุมรัตต์ 

 

 

 

เรื่องและภาพโดย  ธวัชชัย กฤตยาวรกุล