ข่าว

พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรีฟอร์มทีมล่าโจรข้ามชาติ

พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรีฟอร์มทีมล่าโจรข้ามชาติ

15 พ.ย. 2552

“เมืองไทยกำลังกลายเป็นเมืองสวรรค์ แหล่งหลบซ่อนตัวของคนร้ายข้ามชาติ เพราะสังคมไทยมีน้ำใจไมตรี ชอบใช้เงินสด ทำให้ยากต่อการแกะรอย สืบสวน และคนร้ายมักเข้ามาอาศัยความซื่อของหญิงไทยให้ร่วมกระทำผิดด้วย” พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรี สวมสูทสีดำทับเสื้อเชิตสีน้ำตาลทองผู

หลังจาก พล.ต.ต.ปรีชา รับตำแหน่งผู้บังคับการ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กำลังมุ่งมั่นเนรมิตพื้นที่ชั้น 5 ของอาคารสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซอยสวนพลู ให้กลายเป็นศูนย์บัญชาการการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญกรรมข้ามชาติทันสมัยแห่งหนึ่งของไทย

 โดยรูปแบบของศูนย์สืบสวน สตม. ตามแนวความคิดของ พล.ต.ต.ปรีชา ยังคงใช้ระบบการทำงานเดียวกับศูนย์สืบสวนสอบสวน บช.น. แต่จะมีความทันสมัยด้านเทคโนโลยีมากกว่า แถมด้วยทีมงานนายตำรวจยอดนักสืบอีกราว 200 นาย ก็กำลังสุ่มอบรมความรู้แขนงต่างๆ อย่างเต็มที่ ควบคู่กับการลองผิดลองถูกจากการปฏิบัติงานจริง ภายใต้การกำกับดูแลของตำรวจนักสืบขั้นเทพ เพื่อเปิดแนวรบกับอาชาญกรข้ามชาติอย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้

 สบายๆ สไตล์สีกากีฉบับนี้ มีโอกาสพูดคุยกับนายตำรวจยอดนักสืบ ผู้ไม่ค่อยเปิดเผยตัว หรือ ปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ มากนัก ไม่ใช่ไม่แคร์สื่อ (ฮา) เพียงแต่เป็นบุคลิกที่เป็นคนง่ายๆ และไม่ยึดติดกับลาภ ยศ สรรเสริญ และหัวโขนที่สวมอยู่ จึงขอทำหน้าที่ปิดทองหลังพระ เพื่อสร้างตำรวจอาชีพให้ปรากฏสู่สาธารณชนก็เพียงพอแล้ว

 กว่าจะเป็นนักสืบขั้นเทพ พล.ต.ต.ปรีชา เคยผ่านการอบรมหลากหลายหลักสูตรจากองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น หลักสูตรต่อต้านการก่อการร้ายสากล หลักสูตรเอฟบีไอ รุ่น 219 ฯลฯ การันตีได้จากใบประกาศนียบัตรผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ นับสิบๆ ใบที่เรียงรายอยู่ภายในห้องทำงาน พร้อมสั่งสมประสบการณ์จากการปฏิบัติหน้าที่ การสืบสวนคดีสำคัญต่างๆ ที่ถูกเรียกว่า ความรู้ของจริงจากท้องถนน มาผสมผสานการทำงานเป็นทีมตามแบบฉบับตำรวจสากล ทำให้ พล.ต.ต.ปรีชา เป็นฟันเฟืองหลักในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.ส่วนหน้า) ช่วยคลี่คลายคดีสำคัญที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนขยับขยายมาสร้างศูนย์สืบสวน บช.น. และล่าสุดศูนย์สืบสวน สตม.

 นายตำรวจผู้นี้มีสไตล์การทำงานงานที่ไม่เหมือนใคร จะมองเรื่องยศตำแหน่งไม่ใช่สิ่งสำคัญ และเวลาทำงานคลี่คลายคดีต่างๆ จะต้องถอดยศฐาบรรดาศักดิ์เก็บไว้ หลงเหลือเพียงคำว่า เพื่อน พี่ น้อง  แล้วช่วยกันทำงานเป็นทีมแตกต่างจากการทำงานสืบสวนในอดีตจะสืบสวนเพียงลำพังตัวใครตัวมัน แต่การสืบสวนรูปแบบใหม่จะเน้นการทำงานเป็นทีม แม้มีข้อขัดแย้งก็ยอมรับกันด้วยเหตุและผล ที่สำคัญนักสืบรุ่นใหม่ที่จะทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ผสานการทำงานสืบแบบดั้งเดิม ด้วยหลัก 3 อย่าง คือ เดินดิน หรือ ใช้สายลับ ใช้เทคโนโลยี มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์-นิติศาสตร์

 "การทำงานเป็นนักสืบต้องเป็นธรรมชาติมากที่สุด เป็นมนุษย์ที่แท้จริง อย่าหลงไปกับรูปรส กลิ่นเสียง ต้องมีความจริงใจ ความกล้า มีจิตใจที่เป็นตำรวจอาชีพ มีจรรยาบรรณ บางครั้งนักสืบหลายรายร่วมเป็นผู้กระทำผิดไปด้วย จึงจำเป็นต้องละวาง ไม่โลภ ใส่ใจในรายละเอียด" พล.ต.ต.ปรีชายกตัวอย่างการสืบสวนคดี และขยายความถึงมุมมองและความละเอียดอ่อนในการแกะรอยการสืบสวน

 "แต่ละคนมีมุมมองไม่เหมือนกัน ส่วนผมจะมองอย่างละเอียด มีตรรกวิทยา ถอดยศให้เป็นเพื่อนร่วมงาน ตำรวจต้องทำงานเป็นทีม ผมในฐานะ ผอ.ทีมสืบสวน ลูกน้องมีความเกรงใจ แต่เราต้องฟังลูกน้องด้วย" พล.ต.ปรีชาบอกเทคนิคการทำงานเป็นทีมให้บรรลุเป้าหมาย

 ส่วนแนวทางการสืบสวนของ พล.ต.ต.ปรีชา จะมองประเด็นการสืบสวนคดีต่างๆ ไว้แค่ 4 ประเด็น คือ ทรัพย์ เซ็กส์ ศักดิ์ศรี สติแตก และหากทำการสืบสวนเรื่องทรัพย์แล้วยังไม่ใช่ ก็ต้องย้อนกลับมาเริ่มที่เซ็กส์ใหม่วนเวียนจนครบทั้ง 4 ประเด็นนี้ไม่มีทางพลาด และการทำคดีแพ้ชนะอยู่ที่ศาล ต้องรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด

 "เวลาอยู่ในที่เกิดเหตุต้องมีจินตนาการแต่อย่าจินตนาการเกินเลย ให้คิดว่าตัวเองเป็นผู้กระทำผิด คิดแบบโจร การทำงานนักสืบต้องครองใจคน อย่าครองตัว อย่าเหย่อยิ่ง จองหอง ความเท่าเทียม การอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ยกตนข่มท่าน เขาถูกจับคือจบเกม เขาก็คือคน เน้นหลักสิทธิมนุษยชน ตอนนี้หมดยุควิสามัญฯ แล้ว" นักสืบผู้ล้างมือจากการวิสามัญฯ เตือนสตินักสืบรุ่นใหม่
 เมื่อถามถึงคดีสืบสวนที่ยากที่สุด พล.ต.ต.ปรีชาตอบทันทีว่า งานที่เคยทำมาหินทุกคดี แล้วแต่ว่าจะเป็นหินมุมไหน หากพลาดก็หมายถึงชีวิต เวลาตายบางครั้งผู้บังคับบัญชายังจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ มีแต่พ่อแม่พี่น้องครอบครัวที่เสียใจ จึงต้องวางแผนการทำงานให้ดีและรอบคอบ

 "งานสืบเป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเท หนัก เหนื่อย เสี่ยง เติบโตช้า แต่อยากให้ภูมิใจว่าการทำหน้าที่เปลี่ยนคราบน้ำตาเป็นรอยยิ้มนับเป็นบุญ ที่ได้ช่วยชาวบ้านดีกว่าไปทำบุญวัดไหนเสียอีก สิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาก็คือบารมี" พล.ต.ต.ปรีชากล่าวทิ้งท้ายประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มพูนด้วยบารมี     
 
  ล้างบาง…แก๊งค้ามนุษย์

 อีก 1 ปีข้างหน้า หลังฟอร์มทีมจัดตั้งศูนย์สืบสวน กองบังคับการสืบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เสร็จสมบูรณ์แล้ว ภารกิจชิ้นโบแดงที่จะแสดงศักยภาพของศูนย์นั่นคือ ล้างบาง…แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ !??

 พล.ต.ต.ปรีชา มามนตรี ผบก.ศส.สตม.เล่าว่า เป็นความริเริ่มของ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่มีความประสงค์ให้ศูนย์สืบสวนทำหน้าที่ปราบปรามแก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ และคอยช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ที่ถูกล่อลวงมาค้าประเวณี บังคับใช้แรงงาน ฯลฯ เป็นภารกิจเร่งด่วน

 ทั้งนี้ รายงานจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐ (UNODC) ปี 2549 ระบุว่า กลุ่มคนที่ถูกซื้อขายมาจาก 127 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียและยุโรปตะวันออก เหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก (ผู้หญิง 77% เด็ก 33% ผู้ชาย 9%) จะถูกส่งไปยังปลายทางใน 137 ประเทศ ในรูปแบบเครือข่ายการซื้อขายมนุษย์เพื่อบริการทางเพศถึง 78% ส่วนการใช้แรงงานมีเพียง 28%

 ส่วนการใช้แรงงานเด็กที่มีรูปแบบเลวร้ายที่สุด คือ การจัดหาหรือเสนอเด็กเพื่อค้าประเวณี เพื่อการผลิตสื่อลามก หรือการแสดงลามก การใช้เด็กในกระบวนการผลิตและขนส่งยาเสพติด ตลอดจนการทำงานในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพความปลอดภัยและศีลธรรมของเด็ก

 คงไม่นานเกินรอ…แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติคงต้องร้อนๆ หนาวๆ กันแน่ !

 ทีมข่าวรายงานพิเศษ :