
รู้จักและเข้าใจญี่ปุ่นผ่านโฮมสเตย์ที่ชิมาเนะ
หากจะกล่าวว่าตอนนี้ถนน (แทบจะ) ทุกสายมุ่งสู่เอเชียก็ไม่น่าจะผิดจากความเป็นจริงสักเท่าไร เพราะมหาอำนาจของโลกที่เคยหมางเมินเอเชียมานานต่างพากันมางอนง้อขอคืนดีกันยกใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ถึงกับยอมนั่งร่วมโต๊ะเจรจากับผู้นำ 10 ชาติอาเซียนเป็นครั้งแรกระหว่างเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปคที่สิงคโปร์ช่วงสุดสัปดาห์นี้เลยทีเดียว
ส่วนมหาอำนาจของเอเชียอย่างญี่ปุ่นนั้น ออกตัวเร็วกว่าสหรัฐหลายช่วงตัว เพราะได้ชิงจัดตั้ง กลุ่มความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศลุ่มน้ำโขง ที่เพิ่งมีการประชุมสุดยอดครั้งแรกขึ้นที่กรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 6-7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานี้
ญี่ปุ่นยังพยายามส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรมด้วยการทุ่มงบประมาณ 350 ล้านเยน (กว่า 126 ล้านบาท) ไปกับ โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มเอเชียตะวันออกในศตวรรษที่ 21 (เจเนซีส) ซึ่งกินเวลาทั้งสิ้น 5 ปี โดยโครงการนี้จะมีการเชิญเยาวชนราว 6,000 คน เดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี และดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนของเจเนซีสประจำปีนี้ ซึ่งเป็นการเชิญสื่อมวลชนจาก 5 ประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ไปเยือนญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม-8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา
ดิฉันเคยมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้ว ทำให้เกิดการเปรียบเทียบได้ว่า การเข้าร่วมโครงการของเจเนซีสทำให้มีความเข้าใจญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นได้ลึกซึ้งกว่าตอนที่เดินทางไปเที่ยวเองเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปพักอยู่กับครอบครัวชาวญี่ปุ่น (โฮมสเตย์) ซึ่งเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ นัก ที่สำคัญดิฉันได้ไปพักกับครอบครัวเกษตรกรชาวญี่ปุ่นด้วย จึงเป็นโอกาสที่น้อยยิ่งกว่าน้อยเข้าไปใหญ่ที่คนต่างชาติจะได้เข้าไปสัมผัส
ก่อนไปก็ตื่นเต้นมากว่า บ้านที่ไปพักจะเป็นอย่างไร แล้วจะทำการเกษตรประเภทไหนหนอ พอได้ไปถึงบ้านของ ครอบครัวโทชิอากิ ในเมืองยาคุโมะแล้ว ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในใจก็คือ "แน่ใจนะว่านี่คือบ้านเกษตรกร" เพราะภาพที่เห็นผิดจากที่คาดเอาไว้ค่อนข้างมาก
ที่ว่าผิดคาดก็คือ เกษตรกรในเมืองยาคุโมะนี้เขาทำนาปลูกผักกันง่ายๆ แถวๆ หน้าบ้าน หรือข้างๆ บ้าน แถมแปลงผักที่เห็นก็เป็นแปลงเล็กๆ ไม่กี่แปลง ชนิดที่ถ้าเรานั่งรถผ่านก็คงจะคิดว่าบ้านหลังนี้ปลูกผักสวนครัวเอาไว้กิน มากกว่าที่จะคิดว่าบ้านนี้มีอาชีพเกษตรกร
เท่าที่สังเกต เกษตรกรของเขาไม่ได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบเราด้วยค่ะ เพราะโทชิอากิซัง หัวหน้าครอบครัว ยังมีเวลานั่งดูเบสบอลสบายๆ ก่อนกินข้าวเย็น แถมยังไม่ต้องรีบตื่นไปเข้าสวน หรือทำนาแต่เช้าแบบเกษตรกรบ้านเราอีกด้วยค่ะ ช่างน่าอิจฉาเสียจริงๆ
ครอบครัวโทชิอากิมีสมาชิกอยู่ 3 คน คือ มิชิมะ โทชิอากิ วัย 66 ปี หัวหน้าครอบครัว ซึ่งเป็นเกษตรกร มิซาโกะ วัย 60 ปี เป็นแม่บ้าน และคุณยายคาเนโกะ วัย 88 ปี ซึ่งยังแข็งแรงมาก คุณยายอายุเกือบ 90 แล้ว แต่สายตายังดีถึงขนาดร้อยลูกปัดเป็นกล่องทิชชูมามอบให้เราเป็นของขวัญได้ด้วยค่ะ
มิซาโกะซังเป็นคนขับรถมารับนักข่าวไทย 2 คน ไปพักที่บ้านด้วย พอไปถึงก็จัดแจงชงน้ำชาต้อนรับพวกเรา พร้อมกับนำขนมญี่ปุ่นที่เรียกว่า ไดฟุกุ กับข้าวเกรียบญี่ปุ่นมาให้กิน ดิฉันก็เลยให้ข้าวเกรียบกุ้งของไทยไปเป็นการแลกเปลี่ยน
หลังจากนั้น มิซาโกะซังก็พาเราออกไปชมแปลงผักข้างบ้าน ถอนผักมาไว้ทำอาหารเย็น ก่อนจะออกไปเดินเล่นดูบรรยากาศแถวบ้านซึ่งเงียบสงบ และอากาศดีมาก ระหว่างทางก็ได้เห็นเพื่อนบ้านที่ออกมาเดินเล่นบ้าง กำลังทำไร่ทำนาอยู่หน้าบ้านบ้าง พวกเราเดินไปไหว้ศาลเจ้าชินโตแถวๆ บ้านก่อนจะเดินกลับมาทำอาหารเย็นกินกัน
ก่อนไปโฮมสเตย์เยาวชนไทยเครียดกันมาก นั่งท่องประโยคภาษาญี่ปุ่นที่จะใช้พูดกับครอบครัวที่จะไปพักด้วยกันหน้าดำคร่ำเครียด ราวกับกำลังจะสอบเอนทรานซ์ เล่นเอาทางเจ้าหน้าที่ของ ไจซ์ (ศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น) ที่คอยดูแลพวกเราเป็นห่วงกันยกใหญ่
แต่พอกลับมาจากโฮมสเตย์แล้ว เจ้าหน้าที่ไจซ์บอกว่า สีหน้าท่าทางของเยาวชนเปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือเลย คือ กลับมาด้วยหน้าตาเปี่ยมสุขมาก แล้วเท่าที่ได้รับฟังความรู้สึกจากเพื่อนๆ ทุกคนต่างก็ประทับใจในการต้อนรับอันอบอุ่นจากครอบครัวชาวชิมาเนะมาก
เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะพาเที่ยวเมืองมะสึเอะ เมืองเอกของจังหวัดชิมาเนะ ค่ะ
ทัศนีย์ สาลีโภชน์



