
เขาพระวิหารจุดนัดพบของทหารสองชาติ
นี่คือ เวลา 05.30 น. ของทุกเช้า นั่นคือสัญญาณการเริ่มต้นภารกิจวันใหม่ ที่เตรียมพร้อมในการลาดตระเวนของอาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) พร้อมเพื่อนทหารพรานทุกนายจะต้องตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัว
จากนั้นก็ลาดตระเวน เพื่อนทั้ง 12 คน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ เขาพระวิหาร
ทินกร ประสาน วัย 36 ปี สังกัด ร.6 กรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เล่าว่า ถัดจากลานหินข้างหน้าไปไม่ไกลนักอีกฟากหนึ่งเป็นป่าทึบเช่นเดียวกัน จุดนั้นก็มีกำลังทหารของฝ่ายตรงข้ามสังกัดกองทัพกัมพูชา ที่มาทำภารกิจเดียวกับชุดของ อส.ทพ.ทินกร แต่เมื่อถึงวันนี้แล้วความคุ้นชิน ความคุ้นเคยกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับกำลังทหารทั้งสองฝ่าย
ทั้งที่ก่อนหน้าที่จะเกิดข้อพิพาทชายแดนขึ้นมาอีกรอบนี้ ลานหินตรงนั้นเคยเป็นจุดนัดพบของทหารพรานสองชาติที่จะมาพูดจาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน
ไม่นานต่อมา หลังจากเสร็จภารกิจส่วนตัวทุกคนต้องมาช่วยกันประกอบอาหารจากวัตถุดิบที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยเสบียง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ถูกบรรจุไว้ในกระป๋องและอาหารแห้ง หรือไม่ก็ถูกดองเค็มมา ซึ่งการประกอบอาหารเช้าทุกวันต้องทำเผื่อคาบกลางวันด้วย หลังมีพลังในการทำหน้าที่
ทินกรและเพื่อนทหารพรานก็จะออกทำภารกิจ เดินลาดตระเวนตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของฝ่ายตรงข้าม
เมื่อเข้าสู่ช่วงป่า ชุดลาดตระเวนของทินกร ก็จะกลับมาบริเวณที่ตั้งของฐานปฏิบัติการ ภารกิจส่วนตัวเริ่มต้นขึ้น นั่นคือการโทรศัพท์หาคนสำคัญที่อยู่แนวหลัง พ่อ แม่ ลูก เมีย เพื่อนพ้อง
ทินกรบอกว่า การมาอยู่ด้วยกันท่ามกลางป่าเขาและต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อเรื่องไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเช่นนี้ทำให้ทหารพรานทุกนายที่อยู่ในชุดของเขา รู้สึกว่านี่คือครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง จึงรู้สึกได้ถึงความเป็นพี่เป็นน้อง และสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ห่วงใยและ เอื้ออาทรต่อกันและพร้อมที่จะลุกขึ้นต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกันหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมา
ขณะที่ จ.ส.อ.ปริวัตร ปราณีวัฒน์ สังกัดร้อย สน.พล 163 ค่ายบดินทรเดชา จ.ยโสธร เข้ามาทำหน้าที่พื้นที่พิพาทเขาพระวิหารตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งภารกิจในแต่ละวันจะแยกเป็น 2 รูปแบบคือหากเป็นเวรที่ต้องออกไปหน้าแนว ก็จะเป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้าชุด โดยการออกหน้าแนวนั้นจะหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ
หลังเสร็จจากรับประทานอาหารเช้าก็จะมาฝึกซ้อมต่างๆ รวมทั้งการใช้อาวุธประจำกายเพื่อสร้างความคุ้นเคย ฝึกเสร็จก็จะทำความสะอาดอาวุธของตัวเอง และพักเที่ยงรอรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นช่วงบ่ายสำหรับคนที่ไม่มีภารกิจเข้าเวรยามก็จะพักผ่อนอยู่ที่ตั้ง ทำภารกิจส่วนตัว เล่นกีฬา อ่านหนังสือตามแต่ความถนัด
ส่วนคนที่มีหน้าที่เข้าเวรยามก็ทำหน้าที่ไป โดยทหารทุกนายไม่ว่าจะอยู่ในภารกิจไหน หรืออิริยาบถใดทุกคนต้องรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอย่างตั้งใจ และพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งทุกเมื่อ
จ.ส.อ.ปริวัตร เล่าว่า รับราชการทหารมาแล้ว 27 ปีเต็ม และมีความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นลูกผู้ชายชาติทหารอย่างถึงแก่นแท้ และไม่เคยหวั่นไหวต่อสถานการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งสิ้น
"แม้ว่าเราพร้อมจะรบกับฝ่ายตรงข้ามทุกเมื่อที่ได้รับคำสั่ง แต่หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะให้เหตุการณ์บานปลายไปถึงจุดนั้น เพราะชีวิตของทุกคนมีค่าเหมือนกัน เราทำหน้าที่ตรงนี้เพราะต้องการรักษาอธิปไตยของชาติไว้ ฝ่ายตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน หากเกิดการสู้รบขึ้นมาต้องเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย" จ.ส.อ.ปริวัตร กล่าว
มนูญ มุ่งชู



