ข่าว

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

19 พ.ค. 2562

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

ไซปรัส ประเทศเกาะเล็กๆ แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีทิวทัศน์อันงดงามจนมีรายได้หลักจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวปฐพีพิโรธครั้งใหญ่เมื่อเกิดฆาตกรรมต่อเนื่องขึ้นเป็นครั้งแรก จนกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก โดยเหยื่ออย่างน้อย 7 คนเป็นผู้หญิงและเด็กหญิง ที่สำคัญก็คือล้วนแล้วแต่เป็นแรงงานต่างชาติ ซึ่งแทบไม่มีสถานภาพหรือตัวตนในสังคมแม้แต่น้อย

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

เหนืออื่นใด คดีสะเทือนขวัญนี้สะท้อนถึงความย่อหย่อนในการทำงานของวงการตำรวจที่ไม่สนใจจะลงมือสอบสวนหลังมีหญิงสาวหายตัวอย่างลึกลับติดๆ กันอย่างน้อย 7 ราย และอาจจะมากถึง 23 ราย ตลอดช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เพียงเพราะพวกเธอเป็นแรงงานต่างชาติ

ส่วนใหญ่เป็นชาวฟิลิปปินส์ ตอนที่มีการแจ้งความว่า แมรี โรส ติบูร์ซิโอ แรงงานชาวฟิลิปปินส์วัย 38 ปีและลูกสาวชื่อ เซียรา เกรซ ซูคัลลิอูซ อายุ 6 ขวบ หายตัวไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว หลังจากพักแรมที่กรุงนิโกเซียหนึ่งคืน จากนั้นก็ไม่มีใครเห็นพวกเธออีก ตำรวจคนหนึ่งกลับบอกว่า ตัวเองแก่เกินไปที่จะไปยุ่งเรื่องของผู้หญิงฟิลิปปินส์คนหนึ่ง

ต่อมาเมื่อ อาเรียน ปาลานาสโลซานา ชาวฟิลิปปินส์ อายุ 28 ปี หายตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมตำรวจถึงยังคงเฉื่อยและไม่เร่งลงมือสอบสวนการหายตัวไปของชาวต่างชาติทั้ง 3 คน เพราะถ้าหากตำรวจใส่ใจเร่งสอบสวนการหายตัวของแมรี่ โรส ตั้งแต่ต้นก็อาจจะป้องกันไม่ให้อาเรียนต้องหายตัวไปอย่างลึกลับ แต่การหายตัวของเธอกลับไม่ได้รับการใส่ใจจากตำรวจแม้แต่น้อย

 

 

เชื่อได้เลยว่า ถ้าศพไม่โผล่มาฟ้องเพื่อทวงถามความยุติธรรมเองแล้ว คดีคงจะถูกกลบฝังไปตลอดกาล แต่วิญญาณของแมรี โรส คงจะไม่ยอม จึงทำให้ศพของเธอที่ถูกฝังอยู่ในเหมืองร้างแห่งหนึ่งเกิดโผล่ขึ้นมาให้นักปั่นจักรยานกลุ่มหนึ่งบังเอิญมาพบเข้าเมื่อวันที่ 14 เมษายน

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

การพบศพของเธอนำไปสู่การจับกุม นิคอส เมตาซาส อายุ 35 ปี แห่งกองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ เชื้อสายไซปรัส-กรีก ซึ่งยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กผู้หญิง 2 ราย อายุ 6 และ 8 ขวบ ซึ่งเป็นลูกสาวของเหยื่อที่ถูกสังหารโหดนั้น หนังสือพิมพ์การ์เดียนรายงานว่า เมตาซาสยอมรับสารภาพทันทีโดยบอกกับตำรวจว่า “ผมรู้สึกเบื่อและอยากเข้าคุก” พร้อมกับขอกระดาษปึกหนึ่งเพื่อจะเขียนคำสารภาพ

 

ในคำสารภาพบนกระดาษรวม 10 แผ่น ซึ่งแม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่ตำรวจเผยว่าเจ้าตัวยอมรับว่าใช้นามแฝงว่า โอเรสตีส ติดต่อกับเหยื่อผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่และฆ่าเหยื่อรวม 7 ราย ทั้งยังบอกจุดที่ฝังศพเหยื่อเหล่านั้น นำไปสู่การพบศพของอาเรียน เหยื่อรายที่ 2 ที่ถูกฝังใกล้ๆ กับศพของแมรี่ โรส ในอีก 6 วันต่อมา

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ยังพบศพ มาริคาร์ วัลเตซ อากีโอลา ชาวฟิลิปปินส์ อายุ 31 ปี เหยื่อรายที่ 3 ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 โดยพบศพเมื่อวันที่ 25 เมษายน หลังจาก เมตาซาส พาตำรวจไปยังจุดที่เจ้าตัวนำศพไปทิ้งในสระเล็กๆ ใกล้สนามซ้อมยิงปืนของทหาร บริเวณชานกรุงนิโกเซีย ห่างจากอุโมงค์เหมืองราว 14 กิโลเมตรเหยื่อรายที่ 4 ที่ถูกฝังนั้นเป็นชาวเนปาลที่ยังไม่ทราบชื่อ

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

ส่วนศพของเหยื่ออีก 3 รายถูกหั่นเป็นท่อนๆ ใส่กระเป๋าเดินทางแล้วไปทิ้งที่ทะเลสาบค็อคคิโนเพซูลา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทะเลสาบแดง” เนื่องจากเป็นทะเลสาบที่ปนเปื้อนสารไพไรต์ ทองแดงที่ทิ้งจากเหมืองทองแดงใกล้ๆ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ห่างจากกรุงนิโกเซียราว 32 กิโลเมตร ตำรวจสามารถงมกระเป๋าเดินทาง 2 ใบขึ้นมาจากทะเลสาบได้อย่างทุลักทุเล และพบชิ้นส่วนของมนุษย์ที่เน่าเปื่อยพร้อมกับอิฐบล็อกบรรจุอยู่ในกระเป๋านั้น เชื่อว่าเป็นศพของ ลิเวีย ฟลอเรนตินา บูนีอา ชาวโรมาเนีย อายุ 36 ปี เหยื่อรายที่ 5 เชื่อว่าถูกฆ่าพร้อมด้วย เอลินา ลูกสาววัย 8 ปี เมื่อเดือนกันยายน 2559 อีกศพหนึ่งอาจเป็นศพของลูกสาวของแมรี่ โรส เหยื่อรายแรก

หัวหน้าแผนกสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรม แจ้งต่อศาลในกรุงนิโกเซียว่า พบหลักฐานในโทรศัพท์ของนิคอส เมตาซาส บ่งบอกว่าก่อคดีตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยเจ้าตัวได้ล่าเหยื่อทางออนไลน์ เหยื่อส่วนใหญ่เป็นสาวชาวต่างชาติ โดยข่มขืนก่อนจะฆ่าปิดปาก

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

ที่น่าสังเกตคือเหยื่อส่วนใหญ่ทำงานเป็นคนรับใช้ตามบ้าน จากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของฆาตกรต่อเนื่องผู้นี้ พบว่าเหยื่อบางคนเคยมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวด้วยในช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะหายตัวไป

ทั้งรัฐมนตรียุติธรรมรวมทั้งและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติต้องประกาศลาออก สังเวยการปล่อยปละละเลยให้ตำรวจสันหลังยาวไม่ยอมสอบสวน ทั้งๆ ที่มีผู้หญิงทยอยหายตัวไปตั้งแต่กว่า 2 ปีมาแล้ว เท่าที่เปิดเผยคือ 7 ราย แต่อาจจะมาถึงกว่า 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่ทำงานเป็นคนรับใช้ตามบ้าน อันเป็นงานที่มีสถานะด้อยทางสังคม โดยตำรวจอ้างแค่ว่าคิดว่าพวกเธอคงเดินทางกลับบ้านเกิดหรือย้ายไปทำงานทางตอนเหนือของเกาะซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไซปรัสเชื้อสายตุรกี

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

ไซปรัสซึ่งเกือบจะเคยเกิดสงครามใหญ่เมื่อปี 2517 หมายจะแบ่งเกาะนี้เป็น 2 ส่วน โดยทางใต้เป็นชาวไซปรัสเชื้อสายกรีก และตอนเหนือเป็นชาวไซปรัสเชื้อสายตุรกี โชคดีที่สงครามยุติลงได้ แต่ทั้ง 2 เชื้อชาติยังคงไม่ลงรอยกันนัก และแม้จะเป็นเกาะที่ได้รับยกย่องว่าต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีเยี่ยมเนื่องจากเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักให้แก่เกาะนี้ แต่กับแรงงานต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนราว 30,000 คนแล้ว กลับถูกเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหง โดยเฉพาะแรงงานชาวฟิลิปปินส์ซึ่งมักจะเป็นคนรับใช้ในบ้านของชนชั้นกลาง โดยมีรายได้ราวเดือนละ 400 ยูโร หรือราว 14,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างค่าจ้างขั้นต่ำ

โดรอส โพลีคาร์ปู ประธานกลุ่มกีซา อันเป็นกลุ่มสนับสนุนผู้อพยพและผู้ลี้ภัย ให้ความเห็นว่า แรงงานต่างชาติถูกเอารัดเปรียบมาก และไม่มีสิทธิไม่มีเสียงเหมือนกับชาวไซปรัส

 

เพียงเพราะเป็นแรงงานต่างชาติ จึงเป็นเหยื่อฆาตกรต่อเนื่อง

 

ขณะที่ ศ.เอลิซาเบธ ยาร์ดเลย์ และ ลูคัส ดานอส นักสังคมศาสตร์ ให้ความเห็นเหมือนๆ กันว่าเหตุที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความแตกแยกทางสังคมและวัฒนธรรมที่ไม่เคยเข้ากันได้ โดยเฉพาะตำรวจไซปรัสเพิ่งจะตื่นตัวในเรื่องของฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งจากคำนิยามอย่างเป็นทางการหมายถึงเหยื่อที่ถูกสังหารมากกว่า 3 คนขึ้นไปภายในเวลากว่า 30 วันแม้ว่าจะต่างสถานที่ก็ตาม โดยฆาตกรหาเหยื่อในออนไลน์และแอพหาคู่และมีเพศสัมพันธ์ด้วยก่อนจะลงมือสังหารเหยื่ออย่างเลือดเย็น

สำหรับฆาตกรต่อเนื่องแล้วเหยื่อเป็นเพียงแค่วัตถุสิ่งของที่ตัวเองจะแสวงหาความพึงพอใจเพื่อแสดงออกถึงความมีอำนาจและความเหนือกว่า เมื่อสังหารเหยื่อแล้วมักจะถ่ายรูปจุดที่เหยื่อถูกหั่นเป็นชิ้นๆ เพื่อให้ตัวเองผ่อนคลายและยังสามารถควบคุมเหยื่อแม้จะกลายเป็นศพแล้ว

ฆาตกรต่อเนื่องอย่างเมตาซอสไม่ได้ให้คุณค่ากับแมรี่ โรส และเหยื่อคนอื่นๆ เช่นเดียวกับสังคมไซปรัส เนื่องจากเหยื่อเป็นเพียงแค่ "คนรับใช้ในบ้าน” ซึ่งแทบไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นเสมือนผู้หญิงในเงามืดที่แทบไม่มีตัวตน ได้แต่อยู่หลังประตูที่ปิดสนิท และแทบไม่มีสิทธิไม่มีปากเสียงใดๆ ซึ่งพวกเธอคงมีสภาพเช่นนี้ต่อไปหากไม่กลายเป็นเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องเสียก่อน

โศกนาฏกรรมของพวกเธอยิ่งตอกย้ำว่าแรงงานต่างชาติไม่ใช่แค่เหยื่อของฆาตกรใจวิปริต แต่ยังเป็นเหยื่อของสังคมในประเทศนี้ที่ดูถูกเหยียดหยามคนรับใช้ในบ้านหรือบรรดาแรงงานอพยพต่างชาติจนเหมือนไม่ใช่คน และคนกลุ่มนี้เองที่จะเป็นเป้าหมายของฆาตกรต่อเนื่องมากกว่าที่จะสนใจเป้าหมายอื่นๆ ที่มีตัวตนในสังคม อย่างโสเภณี เกย์ เด็กและคนแก่ ที่สามารถหนีและร้องขอความช่วยเหลือได้ หรือถ้าโชคร้ายต้องตกเป็นเหยื่อ ตำรวจก็จะให้ความสนใจรีบคลี่คลายคดีโดยเร็ว

นักวิชาการ และนักวิจารณ์สังคมหลายคนยังมองว่าสังคมของตำรวจไซปรัสเป็นสังคมที่ติดโรคร้ายซึ่งก็คือเหยียดผิว ถ้าเหยื่อเป็นชาวต่างชาติอย่างแมรี่กับอาเรียนซึ่งแตกต่างทั้งสีผิว วัฒนธรรม และเชื้อชาติ ก็อย่าหวังว่าตำรวจจะกระตือรือร้นที่จะจับตัวคนร้ายมาลงโทษ ยากจะหาคนร้ายอย่าง นิคอส เมตาซอส ที่ยอมให้จับแต่โดยดีเพียงเพราะความเบื่อและอยากเข้าคุก