
ขยามปม-ชิงอภิปรายตัดหน้า
ช่างเป็นเรื่องพอเหมาะพอเจาะที่ผลสรุปการสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตนมโรงเรียนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่มีการเสนอให้เอาผิดคณะรัฐมนตรีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่กำหนดนโยบายจำกัดบริษัทจัดซื้อนมโรงเรียนเป็นโซนนิ่งใกล้เคี
ตลอด 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา "ฝ่ายค้าน" เกริ่นนำจะยื่นญัตติอภิปราย นายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "รัฐมนตรี" เป็นรายบุคคล
โดยเฉพาะการอภิปรายครั้งนี้จะพิเศษกว่าทุกครั้งโดยเปิดประเด็นมี "กิ๊ก" ไว้ซุกทรัพย์สินโดยเปิดชื่อ "รัฐมนตรี" มีอักษรย่อ พร้อมอักษรย่อของ "กิ๊ก"
แต่ยังอุบประเด็นใหญ่ที่จะอภิปราย โดย "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ประกาศเพียงว่าข้อมูลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่าสมัยอภิปราย ส.ป.ก.4-01 ในสมัยที่ "ชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี
การย้ำของ "สารวัตรเหลิม" โดยไม่มีประเด็นล็อดลอดออกมาทำให้นักวิเคราะห์วงนอกคิดว่าเป็นเพียง "ราคาคุย" เพราะทุกครั้งที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมักมีข่าวรั่วออกมาจากปาก "คณะทำงานเตรียมข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล" แทบทุกเรื่อง
ขนาดการประชุมเรื่องลับๆ ไม่ว่าในคณะรัฐมนตรีหรือในพรรคมักมีข่าวออกมานอกห้องก่อนประชุมเสร็จทุกครั้งเสมอ
ระหว่างที่ "ฝ่ายค้าน" อุบประเด็นอภิปราย "รัฐบาล" กลับเดินหน้าสาง "คดีค้างเก่า" สมัยรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" ที่เผอิญมาโผล่เป็นเรื่องฉาวเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องตามหน้าสื่อมวลชนไม่เว้นวัน
ทำนอง "น้ำลดตอผุด"
ที่สำคัญเป็นการทุจริตจัดซื้อนมด้อยคุณภาพให้โรงเรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "เด็ก" สังคมยากจะให้อภัย
โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ "พรรคประชาธิปัตย์" เตรียมนำข้อมูลมา "อภิปรายไม่ไว้วางฝ่ายค้านนอกสภา" ตัดหน้าชิงความได้เปรียบ
โดย "สุวโรช พะลัง" ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ประธานกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นส.ส.ในพื้นที่ที่มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ
เตรียมเปิดเผยรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อนมโรงเรียนไม่ได้คุณภาพในครั้งนี้ที่รัฐสภา ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ก่อนเสนอเรื่องให้กฎหมายดำเนินการ
ในส่วนการสอบสวนของหน่วยงานราชการ หลังจากปัญหานมเน่าเสียได้เป็นข่าวรายวัน "ธาริต เพ็งดิษฐ์" เลขาธิการป.ป.ท.ตั้งคณะกรรมการ 10 ชุดลงพื้นที่ตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 84 แห่ง 9 เขต พบสาเหตุที่ทำให้นมเน่าเสีย 9 ข้อ
จากนั้นได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อ "รมว.ยุติธรรม" พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เพื่อเสนอเรื่องส่งต่อไปยัง "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องเป็น "ปลัดกระทรวง" และ "รัฐมนตรี" ถือเป็นอำนาจการสอบสวนของ ป.ป.ช.
พร้อมกับเสนอให้เอาผิดคณะรัฐมนตรีของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่กำหนดนโยบายจำกัดบริษัทจัดซื้อนมโรงเรียนเป็นโซนนิ่ง จึงเกิดปัญหาการฮั้วประมูลสมยอมราคากัน โดยโรงเรียนได้รับนมคุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ที่เสนอโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ขณะที่ ป.ป.ช. นำโดย "กล้านรงค์ จันทิก" กรรมการป้องกันแกะปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ก็พร้อมดำเนินการทันทีหากตรวจสอบสำนวนแล้วอยู่ในอำนาจ
สุดท้ายคงต้องรอดูว่าระหว่าง "ศึกซักฟอกในสภา" กับ "ศึกซักฟองนอกสภา" ฝ่ายไหนจะทำให้ประชาชนเชื่อถือข้อมูลได้มากกว่ากัน
สมถวิล เทพสวัสดิ์



