ข่าว

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตมือยิงรองผกก.จร.สน.พญาไท

ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตมือยิงรองผกก.จร.สน.พญาไท

04 มี.ค. 2552

ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต "มือยิง" พยายามฆ่า รอง ผกก.จร.สน.พญาไท ขณะปฏิบัติหน้าที่แยกอุรุพงษ์ หลังถูกสกัดจับ ขณะที่เพื่อนซ้อนท้าย จยย. โดนจำคุก 6 เดือน ปรับหมื่นบาท เสพยาบ้า แต่รับสารภาพ ศาลปรานี ลดโทษเหลือจำคุกมือยิง 27 ปี 24 เดือน ขณะที่เพื่อน ศาลรอลงอาญ

 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ห้องพิจารณา 804 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2165/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจิตติโชตน์ โชคชัย หรืออิฐ อายุ 28 ปี และนายวรวรรณ สุขปัญญา หรือสอง อายุ 24 ปี เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ต่อสู้ขัดขวางโดยมีอาวุธปืน ยิงปืนในเมือง หมู่บ้าน บุกรุก ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย ร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน และเสพเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ยาเสพติดประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย
 คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2551 จำเลยร่วมกันมีอาวุธปืนออโตเมติก จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน และมีลูกกระสุนปืนจำนวน 8 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยร่วมกันพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไป ถ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันต่อสู้ขัดขวาง จ.ส.ต.พนม วงค์ละมัย ผบ.หมู่ จร.สน.พญาไท ผู้เสียหายที่ 1 และ พ.ต.ท.ภูษิต วิเศษคามินทร์ รอง ผกก.จร. สน.พญาไท ผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย ชก ต่อย และใช้อาวุธปืนยิง พ.ต.ท.ภูษิต โดยมีเจตนาฆ่าให้ถึงแก่ความตาย จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บแก่กายและสาหัส และจำเลยที่ 1 ได้บุกรุกเข้าไปในบ้านนายประเสริฐ กุมรัตน์ ผู้เสียหายที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังเสพยาบ้า โดยฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยแล้ว เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับสารภาพในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืน มีอาวุธและเครื่องกระสุนปืน และเสพยาบ้า ส่วนจำเลยที่ 2 รับสารภาพข้อหาเสพยาบ้า ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบพยานในข้อหาดังกล่าว
 ส่วนความผิดที่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานนั้น โจทก์มี พ.ต.ท.ภูษิต ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า ขณะปฏิบัติหน้าที่แยกอุรุพงษ์ ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุรามาว่าจำเลยทั้งสองขี่จักรยานยนต์ขึ้นไปบนสะพานข้ามแยกยมราช มุ่งหน้าแยกอุรุพงษ์ จึงให้ จ.ส.ต.พนม ผู้เสียหายที่ 1 ขี่จักรยานยนต์เข้าสกัดจับ โดยพยานขี่จักรยานยนต์ตามมาสมทบ และเห็น จ.ส.ต.พนม เข้าจับกุมจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ดิ้นหลุดวิ่งหลบหนีมาที่พยาน ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะชักปืนยิงถูกที่ชายโครงซ้ายของพยาน 1 นัด และเมื่อพยานเห็นว่าจำเลยที่ 1 กำลังจะยิงซ้ำ จึงพยายามจะแย่งปืนแต่ล้มลงเสียก่อน จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในซอยสุวัตร ภัตตาคาร
 ศาลเห็นว่า พ.ต.ท.ภูษิต ผู้เสียหายที่ 2 เป็นประจักษ์พยาน เบิกความเป็นขั้นตอน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัย เชื่อว่าพยานเบิกความไปตามจริง มีน้ำหนักมั่นคง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมาตลอด และพาชี้ที่เกิดเหตุ โดยมีการบันทึกภาพประกอบคำรับสารภาพ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิง พ.ต.ท.ภูษิต แต่การกระทำผิดนั้นไม่บรรลุผลจนถึงกับเสียชีวิต จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่กระทำตามหน้าที่
 คดีมีประเด็นต้องพิจารณาอีกว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐาน ร่วมกันกับจำเลยที่ 1 พกพาอาวุธปืน และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือไม่ ซึ่งโจทก์ไม่มีพยานเบิกความสนับสนุน โดยการใช้ปืนนั้นได้ความเพียงว่าเป็นพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เพียงลำพัง จำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแม้ จ.ส.ต.พนม จะเบิกความว่าถูกจำเลยที่ 2 ถีบทำร้าย แต่กลับไม่ปรากฏพฤติกรรมนี้ในสำนวนการสอบสวนทั้งที่เป็นสาระสำคัญแห่งองค์ประกอบความผิด ประกอบกับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหานี้ได้
 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่กระทำตามหน้าที่ ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน ให้จำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถาน จำคุก 1 ปี และฐานเสพยาบ้า ให้จำคุก 6 เดือน แต่จำเลยที่ 1 ให้การรับสาภาพ กรณีมีเหตุอันควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ให้จำคุก ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน 25 ปี, ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ฐานบุกรุกเคหสถาน จำคุก 6 ปี และฐานเสพยาบ้า จำคุก 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 27 ปี 24 เดือน
 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท ฐานเสพยาบ้า โดยจำเลยให้การรับสารภาพ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท และไม่เคยปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษคดีอาญามาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง และริบของกลางอาวุธปืน