
มทภ.2รับเรียกพลรบพิเศษออกจากชายแดนจริง
แม่ทัพภาค 2 เผยเขมรเรียกพลรบพิเศษออกจากชายแดนพระวิหารจริง แต่เป็นเพียงแค่การสับเปลี่ยนกำลัง ไม่ใช้เป็นการถอนทหาร ระบุการไล่เลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูต เป็นการเดินเกมส์ระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางทหาร
(13 พ.ย.) พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ในวันนี้ (13 พ.ย.) ว่า สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังเป็นไปตามปกติ ประชาชนทั้ง 2 ประเทศไปมาหาสู่และทำการค้าขายเหมือนเช่นทุกวัน จุดผ่านแดนทุกจุดยังคงมีประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชาเดินทางเข้าออกตามปกติ รวมถึงกำลังทหารทั้งทหารไทยและกัมพูชาก็ยังคงตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ของตนเอง
แต่ในส่วนของฝ่ายกัมพูชาได้มีการเคลื่อนย้ายสับเปลี่ยนกำลัง โดยมีการเรียกกองกำลังพลรบพิเศษ 911 ของกัมพูชากลับไปประจำยังกรุงพนมเปญ แต่ก็ได้ส่งกำลังทหารอีกส่วนหนึ่งกลับขึ้นมาประจำที่บริเวณชายแดนเขาพระวิหารเช่นเดิม ทั้งนี้ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า การสับเปลี่ยนกำลังของทหารกัมพูชาในครั้งนี้ มีการนำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเข้ามาด้วยนั้น ตนเองยืนยันว่าไม่มีรายงานข่าวในเรื่องนี้แต่อย่างใด
สำหรับกรณีที่ทางการกัมพูชาได้ประกาศให้ นายคำรบ ปาลวิวัฒน์ไชย เลขานุการเอก ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนา (Persona Non Grata) โดยขอให้เดินทางออกจากกัมพูชาภายใน 48 ชั่วโมง ขณะที่ทางการไทยก็ได้ตอบโต้ด้วยการประกาศให้นักการทูตกัมพูชาประจำสถานเอกอัครราชทูตในไทย เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาและให้เดินทางออกจากประเทศไทยภายใน 48 ชั่วโมงเช่นกัน จะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชาหรือไม่นั้น
พล.ท.วีร์วลิต ตอบว่า ในเรื่องนี้เป็นการเดินเกมส์ทางการเมืองของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งทางทหารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และยืนยันว่าความสัมพันธ์ของทหารในระดับพื้นที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทหารทั้ง 2 ประเทศแต่อย่างใด และเรื่องของการปิดจุดแผนแดนก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าสถานการณ์ทุกอย่างยังเป็นปกติและยังไม่มีความจำเป็นหรือเหตุที่บ่งบอกว่าจะต้องมีการปิดพรมแดนแต่อย่างใด



