ข่าว

เด้งปลัดอำเภอเซ่นบัตรโรฮิงญาโวยลั่นแพะรับบาป-แฉ จทน.พันค้ามนุษย์

เด้งปลัดอำเภอเซ่นบัตรโรฮิงญาโวยลั่นแพะรับบาป-แฉ จทน.พันค้ามนุษย์

04 มี.ค. 2552

"โรฮิงญา" พ่นพิษ พ่อเมืองระนอง สั่งย้ายด่วนปลัดอำเภอเมืองระนอง ขณะที่เจ้าตัวโวย เป็นแพะรับบาปพร้อมเปิดโปงมี จนท.หากินกับคนพม่า-โรฮิงญา ชี้ 3 ซอยในระนองถูกต่างด้าวยึดแล้ว

หลังจาก "คม ชัด ลึก" นำเสนอข่าวความไม่ชอบมาพากลกรณีการออกบัตรไทยพลัดถิ่นให้แรงงานต่างด้าว ที่พบมีพิรุธว่าอาจมีการนำชาวโรฮิงญารวมถึงชาวพม่าเข้ามาสวมสิทธิ โดยคาดว่า เรื่องนี้ทำกันเป็นขบวนการ จนมีการขยายผลจับกุมชาวพม่า 2 รายที่เพิ่งรับบัตรไทยพลัดถิ่นไปเมื่อวันที่ 12  กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ที่เขตอ.สุขสำราญ ซึ่งทั้งสองรับสารภาพว่าไม่ได้เป็นคนไทยพลัดถิ่น แต่เป็นชาวพม่า ที่ได้บัตรดังกล่าวมาเป็นเพราะมีนายหน้ามาติดต่อ พร้อมจ่ายเงินไปจำนวนหนึ่ง โดยนายหน้าอ้างว่า เป็นค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่บางคน
 นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ 224/2552 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่องให้ข้าราชการช่วยราชการ อ.ละอุ่น จ.ระนอง คือนายกิตติเดช พิทยาภินันท์ ปลัดอำเภอเมืองระนอง ฝ่ายทะเบียนราษฎร ซึ่งเพิ่งย้ายมาจาก อ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม  2552
 อย่างไรก็ตาม นายวันชาติกล่าวว่า การโยกย้ายปลัดอำเภอเมืองระนองที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพราะปัญหาใดๆ เป็นการบริหารงานภายใน และถือว่าไม่ได้เป็นการโยกย้าย แต่เป็นการขอตัวไปช่วยราชการตามความเหมาะสม สำหรับปัญหาโรฮิงญา ขณะนี้กำลังดำเนินการในหลายๆ ด้าน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
 แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จากการพบข้อมูลความไม่ชอบมาพากลการออกบัตรไทยพลัดถิ่นให้ชาวพม่าและชาวโรฮิงญา และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุขสำราญ ได้จับกุมชาวพม่า 2 คน พร้อมบัตรไทยพลัดถิ่น โดยชาวพม่า 2 คนที่จับกุมได้ ได้ให้ข้อมูลหลายอย่างเป็นผลดีต่อรูปคดี เจ้าหน้าที่จึงกันชาวพม่าทั้ง 2 ไว้เป็นพยาน โดยผู้ว่าฯ ระนอง เตรียมที่จะขยายผลเพื่อสาวไปยังต้นตอ
 ทั้งนี้ คาดว่าในอีกไม่กี่วันอาจจะมีการออกหมายจับข้าราชการระดับสูงในเขตพื้นที่ จ.ระนอง ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม นายวันชาติเดินทางไปที่ สภ.เมืองระนอง เพื่อเข้าพบและทราบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกลุ่มขบวนการ และรายละเอียดต่างๆ
 ขณะที่นายกิตติเดช พิทยาภินันท์ ปลัดอำเภอเมืองระนองฝ่ายทะเบียนราษฎร (เจ้าพนักงานปกครอง 7) เปิดเผยว่า ตนได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการเมื่อวันศุกร์ที่ 27  กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นคำสั่งภายในจังหวัดโดยมีผู้ว่า ฯ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งดังกล่าว โดยระบุให้เดินทางไปปฏิบัติงานในวันที่ 2 มีนาคม ที่ว่าการอำเภอละอุ่น ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเขตพื้นที่ อ.เมืองระนองประมาณ 50 กม.
 “ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมในการสั่งให้มาช่วยราชการในครั้งนี้ ซึ่งเหตุผลสำคัญคงจะสืบเนื่องมาจากปัญหากรณีความไม่ชอบมาพากลในการออกบัตรไทยพลัดถิ่น ซึ่งผมเดินทางมารับตำแหน่งในเขตพื้นที่ จ.ระนองได้เพียง 7 เดือน ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำอะไรผิดมากมายถึงถูกลงโทษเช่นนี้”
 นายกิตติเดช กล่าวต่อว่า มีความอึดอัดใจ หากจะพูดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับปัญหาข้าราชการหากินกับแรงงานพม่า หรือแม้กระทั่งชาวโรฮิงญา ถือเป็นปัญหาที่หมักหมม และเรื้อรังมานานของจ.ระนอง โดยที่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องไม่เคยสนใจ หรือเข้ามาดูแล ปล่อยปัญหาคาราคาซังจนยากที่จะแก้ไข
 โดยการเข้ามาตั้งรกรากของชาวโรฮิงญาที่ขณะนี้ 3 ซอยในเขตพื้นที่ จ.ระนอง ประกอบด้วย ซ.2, 4 และ ซ.7 มีชาวโรฮิงญา หรือแขกกะลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมีหน่วยงานใดที่เข้าไปดูแล หรือแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว หรือแม้กระทั่งขบวนการค้าชาวโรฮิงญา จากเกาะพยาม สู่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหลายคนหลายฝ่ายทราบ มีข้อมูลเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายไม่เห็นจะมีการดำเนินการใดๆ แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้น สุดท้ายคนที่เคราะห์ร้ายคือตน ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรม
 “ต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้น ผมมองว่าเริ่มเมื่อปี 2537 เมื่อครั้งที่ จ.ระนอง เปิดให้แรงงานต่างด้าวมีการทำบัตร ซึ่งพบว่าช่องโหว่ที่สำคัญที่เป็นที่มาของการทุจริตคือบัตรที่ทำเป็นบัตรที่เขียนเอง ไม่ได้มีการลงรายละเอียดในฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ แม้ว่ารูปแบบของบัตรจะมาจากส่วนกลาง แต่การที่ทำด้วยมือถือเป็นช่องโหว่ที่สำคัญ” นายกิตติเดช กล่าว
 นายกิตติเดช กล่าวถึงขั้นตอนการออกบัตรไทยพลัดถิ่นให้คนไทยที่พลัดถิ่นว่า เริ่มต้นจากการสำรวจ โดยให้มาลงทะเบียนที่บ้านผู้ใหญ่บ้านในแต่ละพื้นที่ จากนั้นทางอำเภอจะเข้าไปทำเวทีประชาคมโดยการนำตัวแทนในหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ มาช่วยตรวจสอบถึงบุคคลที่มาขอขึ้นทะเบียนเป็นคนไทยพลัดถิ่น หากมีการรับรองจากเวทีประชาคม ก็จะส่งต่อข้อมูลมายังฝ่ายทะเบียนราษฎรเพื่อแจ้งไปยังสำนักงานทะเบียนราษฎรเพื่อขอเลข 13 หลัก จากนั้นจะนัดมาถ่ายรูปและลงข้อมูล เพื่อออกบัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 0 ต่อไป
 โดยในรอบล่าสุดที่มีการทำประชาคมและผ่านที่จะมีสิทธิได้บัตรไทยพลัดถิ่นมีจำนวนทั้งหมด 3,800 คน ล่าสุดสามารถลงข้อมูล ถ่ายรูปแล้วเพื่อรอรับบัตรจำนวน 2,800 คน ที่เหลืออีก 1,000 คน อยู่ระหว่างการดำเนินการ
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากตรวจสอบยังพื้นที่หมู่บ้านชาวโรฮิงญาบริเวณพื้นที่หมู่ 4 ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของชาวโรฮิงญาอพยพมานานกว่า 20 ปี ซึ่งปัจจุบันชุมชนแห่งนี้มีชาวโรฮิงญาอยู่อาศัยตามบ้านเช่าต่างๆ รวมกันประมาณ 80 คน พบว่าหลายคนกำลังจะได้บัตรไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็นบัตรประชาชนที่แสดงสถานะความเป็นคนไทยที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 0
 นางซูนี (นามสมมติ) กล่าวยอมรับว่า การขอบัตรไทยพลัดถิ่นแท้จริงชาวโรฮิงญาไม่มีสิทธิใดๆ แต่ที่ตนได้มาต้องแลกกับการต้องจ่ายผลประโยชน์ให้นายหน้าซึ่งเป็นชาวแขกกะลา อ้างว่ารู้จักเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยที่สามารถดำเนินการออกบัตรให้ได้ ซึ่งตนต้องจ่ายเงินกว่า 3 หมื่นบาท โดยเฉลี่ยต่อคนประมาณ 1 หมื่นบาท ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่านายหน้าคนดังกล่าวไปจ่ายให้ใครที่ไหนบ้าง ซึ่งขอให้ได้บัตรก็พอแล้ว เพราะจะทำให้มีสิทธิต่างๆ และสามารถอยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้อย่างปลอดภัยจะไปไหนมาไหนได้โดยเสรีไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 3 มีนาคม พ.ต.ท.พฤฒ จำรูญศาสน์ สว.สป.สภ.เมือง จ.สมุทรสาครพร้อมด้วย ร.ต.อ.สมชาย ขอค้า รองสว.สป. และตำรวจชุดสืบสวนปราบปราม สภ.เมือง นำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 923/70  ต.มหาชัย อ.เมือง พบนายบุญญฤทธิ์ บุญธรรมส่ง อายุ 48 ปี เจ้าของบ้าน และจากการตรวจค้นในบ้านพบเอกสารเกี่ยวกับบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก และพบใบ ทร38/1 ซึ่งเป็นของปลอมจำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยตรายางอีก 7 อัน ซึ่งมีชื่อของนางปิยนันท์ นิยมทอง ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอเมืองสมุทรสาคร และนายกนก ศรีวิชัยนันท์ จ่าจังหวัดสมุทรสาคร รักษาราชการแทนปลัดจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และมีแรงงานต่างด้าว ซึ่งไม่มีบัตรอนุญาตทำงานหลบอยู่ในบ้านอีก 4 คน จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สภ.เมือง