
ธกส.พร้อมถ่ายโอนหนี้นอกระบบ1ก.พ.เริ่มได้
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เผยโครงการถ่ายโอนหนี้นอกระบบ สามารถดำเนินการได้ 1 ก.พ.ปี 2553 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75-9.75 /ปี ขอรัฐบาลจัดงบประมาณฟื้นฟูการประกอบอาชีพควบคู่ ใช้ฐานข้อมูลเดิม 800,000 ราย
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" แนวทางการดำเนินโครงการช่วยเหลือหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาล ที่จะเปิดตัววันที่ 19 พ.ย. ว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นนโยบายสำคัญที่จะให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่มีหนี้อยู่กับนายทุนนอกระบบ ด้วยการถ่ายโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ อันนี้ก็ถือว่าเป็นภาระกิจหนึ่งของทางธนาคารฯ โดยธนาคารฯจะเข้าร่วมโครงการกับรัฐบาลอย่างเต็มความสามารถ ซึ่งส่วนของการเตรียมการนั้นเรามีความพร้อม ขั้นตอนในการดำเนินงานตามโครงการก็จะเริ่มจากการขึ้นทะเบียน
ซึ่งการขึ้นทะเบียนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค. ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบสามารถที่จะมาขอขึ้นทะเบียน และแจ้งรายละเอียดของการเป็นหนี้ได้ที่สำนักงานของธกส.ทั่วประเทศ หรือสำนักงานสขาของธนาคารออมสิน หลังจากนั้นก็จะมีการรวบรวมข้อมูลส่งไปที่ศูนย์ฯที่กระทรวงการคลัง เพื่อคัดแยกข้อมูล
"ในเบื้องต้นข้อตกลงก็คือว่า ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบที่เป็นเกษตรกร ธกส.จะเข้าไปดูแล แต่ผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ แต่ว่าเป็นประชาโดยทั่วไปก็จะให้ทางธนาคารออมสินเป็นผู้ดูแล หรืออาจจะมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยเสริมด้วย"
นายลักษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของ ธกส.ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการในการประนอมหนี้ ซึ่งก็จะดำเนินการในรูปของคณะกรรมการเจรจาประนอมหนี้ ซึ่งก็จะมีทางฝั่งปกครอง มีนายอำเภอ เป็นประธานคณกรรมการฯ ประกอบด้วยสรรพากร อำเภอ ธกส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยในการที่จะเชิญเจ้าหนี้กับลูกหนี้มาเจรจาประนอมหนี้กัน หลักก็จะอยากเรียนว่าต้นเงินก็ยังจะยังคงอยู่ อันนี้ให้ความมั่นใจกับทางเจ้าหนี้นอกระบบ ว่า ต้นเงินนั้นท่านได้รับชำระแน่นอน เต็มจำนวน แต่ว่าดอกเบี้ยก็ขอให้ความเป็นธรรม ซึ่งก็จะเป็นการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย
โดยมีคณะกรรมการเจรจาประนอมหนี้ให้ความเป็นธรรม ทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อได้ข้อยุติในการเจรจาประนอมหนี้แล้ว ทางธกส.ก็จะให้สินเชื่อไปกับผู้ที่เป็นหนี้นอกระบบ เพื่อที่จะไปชำหนี้กับเจ้าหนี้ แล้วถ่ายโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบ
"อันนี้ก็จะเป็นขั้นตอน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.53 เป็นต้นไป ก็อยากจะเรียนว่าในส่วนของธกส.ได้เรียนกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปว่า อยากจะให้ทางรัฐบาลได้จัดงบประมาณจำนวนหนึ่งมาใช้ในการฟื้นฟูการประกอบอาชีพของพี่น้องเกษตรกร ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้การถ่ายโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบประสบความสำเร็จ "
คือต้องมีการถ่ายโอนหนี้เพื่อลดภาระทางด้านการเงิน ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย แล้วก็ขยายระยะเวลาอกไปไม่เกิน 12 ปี ในส่วนที่เป็นการฟื้นฟูก็จะทำควบคู่กันไป ซึ่งก็จะทำให้การถ่ายโอนหนี้ประสบความสำเร็จตามนโยบายที่รัฐบาลหวังไว้
สำหรับเงื่อนไขการของการถ่ายโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบนั้น ผู้จัดการธสก. กล่าวว่า หนี้นอกระบบที่จะถ่ายโอนเข้ามาสู่ในระบบ ก็จะมีระยะเวลาการชำระหนี้ไม่เกิน 12 ปี อัตราดอกเบี้ยก็ผ่อนปรน เป็นอัตราดอกเบี้ยตามปกติของธนาคารฯ ซึ่งอยู่ระหว่างร้อยละ 6.75 - 9.75 /ปี
ซึ่งจะต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนอกระบบมาก ซึ่งหนี้นอกระบบจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์/เดือน ซึ่งอันนี้ก็จะต่างกันมาก อันนี้ก็ถือว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน เป็นการบรรเทาภาระดอกเบี้ยจ่ายของพี่น้องเกษตรกร แต่หลังจากนั้นเราก็จะให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารฯเข้าไปทำการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ
การฟื้นฟูการประกอบอาชีพก็ทำใน 3 มิติ มิติแรกก็คือ เรื่องของการวิถีชีวิต ก็คือทำในเรื่องของการที่จะให้เกษตรกรได้มีภูมิคุ้มกันตัวเอง โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำบัญชีครัวเรือน อันนี้ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกร มีภูมิคุ้มกัน ลดละเลิกการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
หลังจากนั้นก็จะใช้ในเรื่องวิถีทำกิน ก็คือเรื่องของการนำเอาเทคนิคต่างๆ ที่จะไปช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาคครัวเรือนของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งอันนี้เราก็จะมีปราชชาวบ้าน ผู้นำเกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จเข้ามาเป็นเครือข่ายในการช่วยเหลือ ให้ความรู้กับพี่น้องเกษตรกร
"และถ้ามีความเป็นไปได้เกษตรกรต้องการทำอาชีพเสริม เพิ่มรายได้หรือว่ามีลูก หลาน ที่อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน อยากทำอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ เราก็จะให้ฝึกอบรมในแง่ของวิถีทางเลือก ก็เป็นการทำอาชีพอย่างอื่น เพื่อจะเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อันนี้ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะเข้าไปพัฒนา และฟื้นฟูการประกอบอาชีพ"
สำหรับตัวเลขของเกษตรกรที่คาดว่าจะเข้าโครงการถ่ายโอนหนี้นอกระบบนั้น ผู้จัดการธกส.กล่าวว่า ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถบอกตัวเลขได้ ต้องรอการขึ้นทะเบียน แต่จากประสบการณ์ในครั้งที่ผ่านมา ที่ธกส.ได้ดำเนินการก็จะมีเกษตรกรที่มาขอขึ้นทะเบียนประมาณ 800,000 ราย
แต่ว่าเมื่อเราได้เข้าสอบสวนข้อมูล ที่แท้จริงแล้ว และถามความประสงค์ของพี่น้องเกษตรกรเหล่านั้นก็ปรากฎว่ามีผู้ที่ประสงค์จะขอกู้เงินจริงๆประมาณ 114,000 ราย แล้วเราก็ถ่ายโอนหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบได้ประมาณ 70,000 กว่าราย ก็ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าอีก 30 เปอร์เซ็นต์ก็คงจะต้องหามาตรการในการที่จะเข้าช่วยเหลือเพิ่มเติม



