
ตะลุยข่าว : เปิดบันทึก...คำล่อลวงเหยื่อแก๊งคืนภาษี
เปลี่ยนแปลงกรรมวิธีฉ้อฉลไปเรื่อยๆ สำหรับแก๊งร้อยสาย เริ่มจากโทรหลอกล่อเหยื่ออ้างถูกรางวัลได้เงินเป็นหมื่นเป็นแสน มาจนถึงการหลอกคืนเงินภาษี แต่สุดท้ายก็คือการหลอกให้โอนเงินเข้าบัญชีนั่นเอง !?!
"คม ชัด ลึก" ได้รับการเปิดเผยจากแพทย์หญิงศัลยกรรมโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคืนเงินภาษี อธิบายถึงบทสนทนาในวันเกิดเหตุ นำมาสู่การสูญเงินกว่า 2 แสนบาทโดยไม่รู้ตัว เรื่องเกิดขึ้นขณะที่ว่างเว้นจากการตรวจผู้ป่วยในโรงพยาบาล แพทย์หญิงอยู่ระหว่างพักผ่อน จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือ เป็นแบบไม่โชว์เบอร์หรือเบอร์ส่วนตัว (private number)
ปลายสาย : สวัสดีค่ะ ดิฉันศศิตาโทรจากกรมสรรพากร คุณได้คืนเงินภาษีเงินได้ 12,899 บาท ให้เดินทางมารับเงินวันนี้เป็นวันสุดท้ายนะคะ ที่สำนักงานในซอยอารีย์ฯ เนื่องจากก่อนหน้านี้ส่งเช็คเงินสดไปที่บ้าน แต่ไม่มีผู้รับค่ะ
ตอนที่ได้ยินครั้งแรกแพทย์หญิงยอมรับกับ "คม ชัด ลึก" ว่าเกิดความสงสัยนิดหน่อย แต่ก็ตอบกลับไป
แพทย์หญิง : หากเสร็จธุระแล้วจะรีบเดินทางไปรับค่ะ
ศศิตา : หากวันนี้คงไม่ทันแล้วค่ะ มีวิธีเดียวคือจะโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเข้าบัญชีให้
แม้จะได้ยินเช่นนั้นแพทย์หญิงก็ยังไม่เอะใจอะไร พยายามฟังบรรยากาศรอบข้างที่ปลายสาย ได้ยินเสียงเหมือนมีคนพลุกพล่าน มีเสียงเคาะแป้นคีย์บอร์ดเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังได้ยินเสียงคล้ายโอเปอเรเตอร์พูดทำนองเดียวกันกับคนที่พูดสายอยู่กับเธอ แพทย์หญิงจึงเดินไปที่ตู้เอทีเอ็มหน้าโรงพยาบาล
ศศิตา : ให้กดเลือกเมนูภาษาอังกฤษนะคะ และไม่ต้องสนใจตัวเลขค่ะ เพราะเป็นรหัสของกรมสรรพากร
แพทย์หญิงทำตามโดยกดครั้งแรกมีสลิปออกมา
ศศิตา : มีเงินเข้าหรือเปล่าคะ
แพทย์หญิง : ยังไม่เข้าค่ะ
ศศิตา : ให้กดอีกครั้งค่ะ
แพทย์หญิงยังคงทำตามคำแนะนำจากปลายสายผู้ที่อ้างตัวว่าชื่อศศิตาจากกรมสรรพากร หลังจากทำตามเสร็จแล้วก็เก็บสลิปเงินใส่กระเป๋าตัวเองโดยไม่ตรวจสอบอะไรทั้งสิ้น กระทั่งเวลาผ่านไปไม่นานมีโทรศัพท์เข้ามาอีกครั้ง ปลายสายเป็นคนที่อ้างชื่อศศิตาคนเดิม
ศศิตา : มีปัญหาขัดข้องที่ระบบให้กลับที่ตู้เอทีเอ็มอีกครั้งนะคะ
จากนั้นเหตุการณ์ก็ดำเนินไปเหมือนกับครั้งแรก พอกลับมาถามเพื่อนที่ทำงานบอกว่า อาจจะถูกหลอก เพราะเคยมีการต้มตุ๋นด้วยการอ้างว่าถูกรางวัล มีคนตกเป็นเหยื่อหลายคน แพทย์หญิงจึงไปตรวจสอบยอดเงินก็พบว่า มีการโอนเงินออกจากบัญชีไปเกือบ 2 แสนบาท
"เห็นตัวเลขตอนแรกจะเป็นลม แต่ก็คิดว่าเป็นความสะเพร่าของฉันเอง ทั้งที่เราก็อ่านภาษาอังกฤษออก" แพทย์หญิงพูดปลงๆ กับ "คม ชัด ลึก"
แพทย์หญิงผู้นี้ไม่ใช่ผู้เสียหายรายแรก แต่มีคนถูกหลอกลักษณะนี้แล้วหลายรายทยอยเข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก.จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป. พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนารถ รอง ผบก.ป.จัดชุดสืบสวนแกะรอยคนร้าย โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.อัครเดช พิมลศรี ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ท.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.ต.สุรพงศ์ ธรรมพิทักษ์ สว.กก.2 บก.ป. ร.ต.ต.เอนก บุญตา รอง สว.กก.2 บก.ป.พร้อมชุดสืบสวนเริ่มปฏิบัติการ
ข้อมูลของผู้เสียหายหลายรายถูกนำมาตรวจสอบ โดยเฉพาะของแพทย์หญิงที่เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.บุคคโล นำมาตรวจเส้นทางการเงินจนพบว่า หลังจากได้เงินจากผู้เสียหายแล้วคนร้ายได้โอนเงินไปเข้าอีกบัญชีหนึ่ง จึงขอความร่วมมือไปยังธนาคารเจ้าของบัญชีพบความเคลื่อนไหวทางการเงิน ทั้งโอนเงิน ถอนเงิน หรือตรวจสอบยอดเงินแถวถนนพระอาทิตย์ ราชประสงค์ ราชดำริ และประตูน้ำ
คนร้ายเองก็ไหวตัวป้องกันการติดตามด้วยการใช้วิธีทำธุรกรรมทางการเงินจากตู้เอทีเอ็มหลายตู้ หลายธนาคาร ประกอบกับเมื่อตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดเมื่อเทียบกับเวลาที่คนร้ายมาทำธุรกรรมมักจะหลบเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับกล้องโดยตรง หรือไม่ก็สวมหมวกแก๊ปปิดบังใบหน้า ชุดสืบสวนจึงใช้วิธีซุ่มโป่งสังเกตการณ์ โดยอาศัยภาพถ่ายจากตำหนิรูปพรรณที่ได้จากกล้องวงจรปิด...เพียงเท่านั้น
การซุ่มโป่งดำเนินไปตลอดทั้งวันทั้งคืน 24 ชั่วโมง สับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังกันวันละ 3 ผลัด สุดท้ายความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อชุดสืบสวนพบผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งกำลังตรวจสอบยอดเงินอยู่ที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ จึงเชิญตัวมาสอบสวนทราบชื่อ หวัง ชุน ฉี อายุ 18 ปี สัญชาติไต้หวัน และนำมาสู่การจับกุม เซ็ง ชี หมิง อายุ 22 ปี เชน เซ็ง ฮวน อายุ 30 ปี สัญชาติไต้หวัน และนายสุรพงศ์ แซ่หู อายุ 32 ปี ขณะกำลังเข้าไปเก็บของในเกตส์เฮ้าส์ย่านถนนพระอาทิตย์
นอกจากนี้ ชุดสืบสวนยังยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 11 เครื่อง บัตรเอทีเอ็ม 17 ใบ สมุดบัญชีธนาคารต่างๆ 36 เล่ม สำเนาบัตรประชาชนของผู้อื่น 10 ใบ หนังสือเดินทาง 3 เล่ม และเงินสด 304,600 บาท
"เบื้องต้นมีผู้เสียหายหลงเชื่อไปแล้วกว่า 10 ราย ได้ทรัพย์สินไปกว่า 2 ล้านบาท คนร้ายที่ถูกจับเป็นพวกปลายแถว มีหน้าที่ตรวจสอบยอดเงินและโอนเงินไปปลายทาง ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ" พ.ต.อ.สุพิศาลกล่าว
ต่อไปนี้หากมีใครให้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตู้เอทีเอ็มอย่าเชื่อเป็นอันขาด !?!



