
รายงาน-"กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน" ผู้นำท้องถิ่นตัวจริง
วันเวลาเปลี่ยนไปไม่เคยหยุด แต่ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำและย่ำอยู่กับที่มาหลายปี ของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน มติคณะรัฐมนตรีล่าสุดที่ผ่านเรื่อง ค่าตอบแทน ให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ต่างจากหยาดฝนเม็ดแรกชำแรกความชุ่มชื้นสู่ผืนดิน
เหตุผลขึ้นเงินค่าตอบแทนให้ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในฐานะ เป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลแทบทุกเรื่อง ‘บำบัดทุกข์บำรุงสุข’ ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ขณะที่สวัสดิการที่ได้รับน้อยมาก และมีการเรียกร้องสิ่งที่พวกเขาควรจะได้รับมานานหลายปี เพื่อให้รายได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม
คงไม่อาจปฏิเสธรัฐบาลภายใต้การนำของโอบามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หรือ "เสี่ยจิ้น" รวมถึงรัฐบาลในอดีต ได้เปลี่ยนระบบการบริหารราชการขึ้นอีกครั้ง
เพราะนอกจากเรื่องเงินค่าตอบแทนแล้ว ยังเสนอให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านคงมีอยู่ในเขตเทศบาล จากเดิมที่ได้มีการยกเลิก นอกจากนี้ยังเสนอให้บุคคลเหล่านี้สามารถอยู่ทำหน้าที่ไปจนเกษียณอายุ 60 ปี ไม่ต้องมีการเลือกตั้งซ้ำซาก ยกเว้นเขตเทศบาลที่มีความเจริญแล้ว
ความจริงต้องยอมรับว่า กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดประชาชนที่สุด เป็นมือเป็นไม้สนองนโยบายของรัฐบาลจึงถือเป็น ‘ผู้นำท้องถิ่น’ ตัวจริงชัดเจน
เริ่มจากตำแหน่ง ‘กำนัน’ ที่มีอัตราค่าตอบแทนปัจจุบันเป็น เงินเดือน 5,000 บาท ล่าสุดมติคณะรัฐมนตรีจะได้รับเพิ่มเป็นเป็น 100% ในปี 2553 เป็นเงิน 1 หมื่นบาท ส่วน ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ เดิม 4,000 บาท เพิ่มเป็น 8,000 บาท ขณะที่ตำแหน่ง ‘แพทย์ประจำตำบล - สารวัตรกำนัน - ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง - ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ’ เดิม 2,500 บาท อัตราใหม่จะได้เพิ่มเป็น 5,000 บาท
นับรวมเบ็ดเสร็จทุกตำแหน่งอัตรากำลังมีจำนวน 264,592 คน ใช้เม็ดเงินงบประมาณเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในเชิงสวัสดิการ 10,234,380,000 บาทต่อปี
หลายฝ่ายมองประเด็น ‘ค่าตอบแทน’ เป็น "การเมือง" เพราะขณะที่ความเป็นจริงเรายังมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น อาทิ อบจ., อบต., หรือเทศบาล แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นการพัฒนาเป็นได้ในการนำท้องถิ่น ตรงนี้ถือเป็นช่องว่าง เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในต่างจังหวัด ยังคงรูปแบบความเป็นชนบทอยู่สูงมาก หน่วยงาน โรงเรียน ชุมชน หรือวัด ล้วนต้องอาศัยผู้นำท้องที่เหล่านี้ในการไปดำเนินงานประสานให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย
มีการมองกันว่า การให้ค่าตอบแทนครั้งนี้เป็นการหว่านพืชแล้วหวังผลของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่อาจจะมีขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน
ตรงนี้เป็นเสียงสะท้อนจากผู้นำท้องที่ ด้วยสำนึกเดิมทางวัฒนธรรมไทยที่ได้ถูกปลูกฝังหยั่งรากลึกให้รู้จักความกตัญญูรู้ตอบแทนบุญคุณคนว่า คงไม่ใช่ต้องไปตอบแทนกันเสมอไป
ทว่ามองในแง่ความเป็นธรรมแล้ว การชงค่าตอบแทนครั้งนี้ คงไม่ใช่ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’ เมื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ให้แก่ประชาชนในการประนีประนอม หรือจับกุมคนร้าย ยังเป็นมือไม้ให้แก่หน่วยงานทางราชการ ย่อมเป็นสิ่งที่ควรได้รับอย่างสมน้ำสมเนื้อ ถือเป็นการใช้อัฐยายซื้อขนมยาย ปลดโซ่ตรวนพันธนาการทางใจให้กับสถาบัน ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’
วัฒนา ค้ำชู



