ข่าว

พาณิชย์จ่องัด 3 มาตรการคุม "ค่ายา"

พาณิชย์จ่องัด 3 มาตรการคุม "ค่ายา"

07 พ.ค. 2562

พาณิชย์จ่องัด 3 มาตรการคุม "ค่ายา"

พาณิชย์ เตรียมชง 3 มาตรการดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล และบริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เคาะก่อนชง กกร. บังคับใช้เป็นกฎหมาย

ในวันนี้จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน โดยที่ประชุมจะพิจารณามาตรการดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล และบริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลอธิบดีกรมการค้าภายใน วิชัย โภชนกิจ ในฐานประธานคณะทำงานพิจารณายาและเวชภัณฑ์ ระบุว่า จะนำผลสรุปการศึกษาโครงสร้างต้นทุนราคายาและเวชภัณฑ์ ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนและราคาซื้อขายยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และร้านค้า และมาตรการกำกับดูแลนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการฯที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิจารณาเบื้องต้น ได้กำหนดมาตการกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ 3 แนวทาง คือ 1.กำหนดให้ปิดป้ายแสดงราคายาเวชภัณฑ์ ให้ชัดเจน ห้ามขายเกินราคากำหนด 2. นำรายการยาที่จำเป็นกว่า 3,000 รายการ และเวชภัณฑ์ 800 รายการขึ้นเว็บไซต์ของโรงพยาบาลและของกรมการค้าภายใน เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการทราบข้อมูลการคิดค่ายาและค่าบริการของโรงพยาบาลแต่ละแห่งและ 3.ประสานกระทรวงสาธารณสุข แจ้งทุกโรงพยาบาลระบุรายการยาและเวชภัณท์ในใบสั่งยาให้ชัดเจน และให้จ่ายใบสั่งยาให้ผู้ป่วย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยที่ต้องการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลทั้งนี้ หากที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯเห็นชอบ จากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. พิจารณาในวันที่ 10 พ.ค. หาก กกร.เห็นชอบ จะออกเป็นประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 และหากโรงพยาบาลใด ไม่ดำเนินการตาม จะมีความผิดตามกฎหมาย โดยจะมีโทษทั้งจำและปรับสำหรับกรณีที่สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวคำสั่ง กกร. ที่นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ล่าสุดกรมได้ส่งคำชี้แจงให้ศาลปกครองเพิ่มเติมแล้ว เพราะสมาคมฯได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมไปให้ศาลปกครองอีก โดยอ้างว่าการที่กกร. นำค่ายาและเวชภัณฑ์เข้าสู่บัญชีควบคุม สมาคมฯไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นใดๆ และคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้เฉพาะกับโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐ จึงส่งผลเสียหายต่อโรงพยาบาลเอกชน