
"นายกฯ-กองทัพ"ร่วมดับไฟชายแดน!งดใช้ไม้แข็ง-กระชับสัมพันธ์ทางทหาร
น่าสนใจว่า นับตั้งแต่ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จับมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เดินเกมถล่มไทยอย่างหนักมาตั้งแต่การประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนก่อน การตอบโต้ของไทยยังจำกัดวงอยู่เฉพาะพิธีการทางการทูตเท่านั้น
แรงสุด ณ วันนี้ยังอยู่แค่การเรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับและทบทวนบันทึกความเข้าใจ และข้อตกลงต่างๆ ทั้งที่ทำมาแล้วและกำลังจะดำเนินการทั้งหมด โดยเฉพาะข้อตกลงเรื่อง "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ที่ทำไว้สมัยรัฐบาลทักษิณ เมื่อปี 2544
ส่วนการใช้ "ไม้แข็ง" ทั้งการตัดความช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมทั้งมาตรการทางทหารยังไม่ถูกนำมาใช้พิฆาตกัน !!
สอดคล้องกับท่าทีของระดับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย และ พล.อ.เตีย บัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ที่ยังคงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองกองทัพ
ขณะที่ระดับรองๆ ลงมาก็ยังปฏิบัติตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด ดังเช่นการพบกันของ พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 กับ พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกัมพูชา ที่เดินทางมาเจรจากันที่ผามออีแดงเมื่อไม่กี่วันก่อน
แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า สมเด็จฮุน เซน ส่ง พล.อ.เจีย ดารา มาเน้นย้ำความสัมพันธ์ระดับกองทัพ พร้อมกำชับให้ทั้งสองฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดการปะทะกันเด็ดขาด
แม้ทางหนึ่งกองทัพกัมพูชาจะเล่นเกม ลับ-ลวง-พราง แอบเสริมกำลัง และอาวุธหนักมาประชิดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งยังมีข่าวว่า พล.อ.เจีย ดารา ไปคุยโตกับสื่อกัมพูชาว่า แม่ทัพของไทยถึงกับวิงวอนทหารกัมพูชาไม่ให้มีการปะทะกัน
แต่แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยก็มีวินัย มีสติ และมีวุฒิภาวะมากพอที่จะไม่ "เต้น" ไปตามเกมยั่วยุ โดยพยายามเลี่ยงไปว่า ไม่ได้โทรไปขอโทษ พล.อ.เจีย ดารา และไม่ได้ไปวิงวอนไม่ให้สู้รบด้วย แต่โทรไปบอกว่าอย่าฟังสื่อมากเกินไปเท่านั้น!!
ส่วนระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็ปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยเหนืออย่างเคร่งครัดเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย. ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา นำกำลังออกลาดตระเวนที่หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบทหารกัมพูชา 2 นาย คือ ร.ต.สม พร และ พลฯ รอง เบือน ทหารบกสังกัดกองพันทหารที่ 512 กองพลน้อยที่ 51
ทหารกัมพูชาทั้งสองนายบอกกับทหารไทยว่า หน่วยของพวกเขามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ที่บริเวณท้ายสนามบินปอยเปต บ้านนิมิตร อ.โอวโจวโรว จ.บันเตียนเมียนเจย ห่างด่านพรมแดนอรัญประเทศราว 10 กิโลเมตร มีกำลังพลประมาณ 400 นาย
ส่วนที่เดินข้ามด่านพรมแดนมา เพื่อเข้ามาซื้อหาเสบียงอาหารเท่านั้น ซึ่งทหารพรานของไทยได้เข้าไปพูดคุยกระชับสัมพันธ์ โดยยืนยันว่าทหารทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ศัตรูกัน และจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน
ก่อนเดินทางกลับ ทหารพรานไทยยังฝากผลไม้ 20 กิโลกรัม กลับไปให้ทหารกัมพูชาเพื่อกระชับสัมพันธ์ด้วย
ล่าสุด ในวงประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะ ซึ่งมีขุนศึกเข้าร่วมประชุมพร้อมหน้า ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พหล สง่าเนตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.อ.อ.ม.ล.สุทธิรัตน์ เกษมสันต์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อกำหนดนโยบายชายแดนไทย-กัมพูชา
โดยนายกฯ ยังย้ำจุดยืนที่จะตอบโต้โดยใช้มาตรการทางการทูตเท่านั้น
1.ไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งนำไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบใดทั้งสิ้น เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนชาวไทยกับประชาชนชาวกัมพูชาจะต้องมีปัญหากัน เนื่องจากเป็นการกระทำของรัฐบาล และ
2.รัฐบาลจะระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนกับการดำรงชีวิต และการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชนของทั้งสองฝั่งพรมแดน
ขณะที่ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ว่า ทหารทั้ง 2 ฝ่ายยังมีการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างกันอยู่
ที่สำคัญ ท่ามกลางสงครามจิตวิทยาของผู้นำทั้งสองชาติที่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด แต่ทหารทั้งสองชาติยังมีคิว "แข่งกีฬา" กระชับความสัมพันธ์กันในวันที่ 21 พฤศจิกายน นี้ ด้วย
เป็นการทอดสะพานเชื่อมไมตรีเพื่อหาทาง "ดับไฟสงคราม" ที่จะยิ่งไปเข้าทางแผนชั่วร้ายของใครบางคน
ซึ่งคนที่เดือดร้อนจริงๆ ก็คือ ชาวบ้านตามแนวชายแดน นักธุรกิจไทยในกัมพูชา รวมทั้งลูกเมียของทหารหาญ ที่คงไม่มีใครต้องการความสูญเสียโดยไม่จำเป็น
ทีมข่าวความมั่นคง



