ข่าว

"มองกัญชาให้รอบด้าน"

"มองกัญชาให้รอบด้าน"

01 พ.ค. 2562

โดย...พรทิพย์ ทองดี


 


          กัญชา คำคุ้นเคยที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นยาเสพติดให้โทษ ซึ่งในปัจจุบันมีการปลดล็อกกัญชาให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ หลังจากมีการศึกษาวิจัยกันมานานหลายปีถึงสรรพคุณของกัญชาในการรักษาโรค แต่คล้ายว่าจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสังคมไทยในขณะนี้ หากดูจากกระแสที่เรียกร้องให้มีการปลูกกัญชาได้อย่างเสรีและทำให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ขณะที่กระแสความตื่นตัวเรื่องกัญชาก็ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ทางสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมจึงได้ร่วมกับผู้เข้ารับอบรมหลักสูตร “ผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง” รุ่นที่ 23 จัดสัมมนาสาธารณะเรื่อง “มองกัญญชาให้รอบด้าน” ขึ้นที่อาคารไทยซีซี ทาวเวอร์ เพราะต้องการให้ทุกภาคส่วนได้เข้าใจถึงหลักการและเหตุผลในการปรับแก้กฎหมาย ผลกระทบ และการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติ หลังจากที่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยมีบทบัญญัติโดยตรงเกี่ยวกับกัญชา ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ซึ่งเป็นพืชที่มีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท และเป็นยารักษาโรคได้

 

 

 

"มองกัญชาให้รอบด้าน"

 

 

          โดยมีวิทยากรคือ สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รศ.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ 

 


          นักวิจัยและผู้ผลิตสารสกัดกัญชาเพื่อการแพทย์เชื่อว่าการแก้ไขกฎหมายและการออกข้อกำหนดใหม่จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและการแพทย์ไทย แต่ถึงแม้ว่ากัญชาจะมีคุณสมบัติเป็นยา แต่ก็มีข้อจำกัดเป็นเพียงยาบรรเทาอาการเจ็บป่วย เช่น ภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหรือกระตุกในกลุ่มผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม อาการเจ็บปวดของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ควบคุมโรคลมชัก ช่วยรักษาอาการปวดหัวและโรคนอนไม่หลับ ซึ่งการใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลจากคนที่มีความรู้เรื่องกัญชาอย่างถูกต้องและการควบคุมจากแพทย์

 

 

 

 

"มองกัญชาให้รอบด้าน"

 

 

          ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุถึงการใช้กัญชาไว้ว่า “หากใช้ในปริมาณที่เกินกำหนดอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยมากกว่าการรักษาเยียวยา” เช่นเดียวกับทางด้านของ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่มองว่า “แม้กัญชาจะมีสรรพคุณเป็นยาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยในบางโรคแต่ถ้าใช้กัญชาอย่างไม่ถูกต้องและไม่มีการควบคุมก็จะเป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสังคม” จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ด้วยการผลิตเป็นยาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ผสมในอาหาร หรือผลิตเพื่อการค้า เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้มีผู้ใช้กัญชาเพื่อบำบัดรักษาอยู่ที่ประมาณ 1 แสนคน แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ในการใช้กัญชาอย่างถูกต้องเพียง 200 คนเท่านั้น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา มองว่า “เป็นบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขที่จะต้องเร่งผลิตแพทย์และเภสัชกรที่มีองค์ความรู้ในการใช้กัญชาเป็นยารักษา รวมทั้งเร่งวิจัยและผลิตยาจากกัญชาให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน”

 

 

 

 

 

"มองกัญชาให้รอบด้าน"



          สิ่งที่พึงกระทำในปัจจุบันจึงควรเป็นการให้ความรู้อย่างรอบด้านเรื่องกัญชากับทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนที่ต้องการใช้กัญชาให้เข้าใจถูกต้องก่อน เพราะหากผิดพลาดไปอาจยากต่อการควบคุมจัดการ “เราจะเริ่มแล้ววิ่งเลยคงไม่ได้” ต้องดูด้วยว่า “วุฒิภาวะของสังคมไทยพร้อมแล้วหรือยัง หากจะให้กัญชาไปไกลกว่านี้” คำกล่าวของ สมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทั้งระบุว่า “ในช่วงเปลี่ยนผ่านระยะเวลา 5 ปีแรก กฎหมายมีกำหนดให้รัฐกับเอกชนต้องร่วมมือกัน โดยไม่มีการผูกขาดและจะมีการประเมินทุก 6 เดือน ซึ่งบางประเทศให้รัฐทำทั้งหมดด้วยซ้ำไปแต่ก็ยังมีปัญหา ส่วนประเทศไทยจะไปถึงกัญชาเพื่อสันทนาการ กัญชาเสรีหรือไม่ ยังมีคำถามเรื่องวุฒิภาวะของคนในสังคมอยู่” บางทีการค่อยเป็นค่อยไป เดินทีละก้าวก็อาจจะมั่นคงกว่า 

 


          แม้กัญชาจะมีสรรพคุณทางยาในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคพาร์กินสัน โรคลมชัก แต่อย่าลืมว่ากัญชามีสารเสพติดอันตราย และมีโทษต่อร่างกายมนุษย์เช่นกัน กัญชาจัดได้ว่าเป็นพืชอันดับต้นๆ ที่โตเร็วมาก เพราะสามารถดูดธาตุอาหารได้เก่ง และสามารถดูดโลหะหนักได้ เช่น ตะกั่ว สารหนู ปรอท ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย หากมีการสะสมของโลหะหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ในร่างกายก็จะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์และอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็นหัวใจและหลอดเลือด สมอง ตับ ไต และต่อมไร้ท่อ กัญชาจึงได้ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดหนึ่ง เพราะเมื่อเสพติดไปแล้วจะส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกัน สมอง สมรรถภาพทางร่างกาย ทารกในครรภ์ ความรู้สึกทางเพศ สุขภาพจิต และทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นกัญชานั้นเป็นดาบสองคม

 

 

 

"มองกัญชาให้รอบด้าน"

 

 


          มาตรการในการกำกับดูแลเรื่องกัญชาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงของการแจ้งครอบครองกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ภายใน 90 วัน ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 โดยไปแจ้งได้ที่สำนักงาน อย.และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้เผยถึงความคืบหน้ากับภารกิจการออกกฎหมายลูก 10 ฉบับ ที่เป็นกฎหมายรองจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษว่า “ออกไปแล้ว 3 ฉบับแรก เป็นเรื่องบทนิรโทษกรรม ฉะนั้นขอให้มั่นใจได้ว่าที่เราออกเพื่อเอื้อต่อระบบให้มากที่สุด โดยมีการนิรโทษให้แก่ 3 กลุ่ม คือคนไข้ที่ใช้อยู่ ผู้ผลิต และวิจัย ส่วนกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับเกี่ยวกับประกาศตำรับยา และประกาศที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทย” โดยกลุ่มที่จะได้รับการนิรโทษมีอยู่ 7 กลุ่ม ได้แก่ 

 


          1.หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย ให้บริการ หรือจัดการเรียนการสอนทางแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามยาเสพติด หรือสภากาดไทย 

 


          2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้าน 
          3.สถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางแพทย์ 
          4.เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร แต่จะครอบครองได้ต้องมีหน่วยงานรัฐตามข้อ 1 หรือสถาบันอุดมศึกษา ตามข้อ 3 ร่วมมือและกำกับดูแล 

 


          5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ
          6.ผู้ป่วยเดินทางต่างประเทศที่จำเป็นต้องนำกัญชาติดตัว เข้าหรือออกราชอาณาจักร
          7. ผู้ขออนุญาตตามที่รัฐมนตรีเห็นชอบ

 


          นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ยังฝากถึงผู้ที่สนใจอยากปลูกกัญชาว่า “เกษตรกรที่ต้องการปลูกกัญชาก็ต้องทำในนามสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน ต้องมีสัญญาว่าจ้างเพาะปลูกจากหน่วยของรัฐที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือผลิตเป็นยาอย่างเป็นทางการ จึงจะมาขออนุญาตปลูกกัญชาตามกฎหมายได้” และในกรณีที่มีกลุ่มบุคคลพยายามโฆษณาชักชวนให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรมารวมกลุ่มปลูกกัญชา โดยอ้างว่ากระทรวงสาธารณสุขจะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 16,000 บาท โดยไม่จำกัดโควตานั้น ยืนยันว่า  “ไม่เป็นความจริง ประชาชนอย่าหลงเชื่อ”

 


          การสร้างความหวังให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้แก่ประเทศตามที่มีการนำเสนอในวงกว้างขณะนี้ เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายควรศึกษาให้รอบด้านเสียก่อน โดยตั้งคำถามก่อนว่าหากเกษตรกรปลูกแล้วจะขายใคร? เพราะการขายระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย รศ.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า “การที่จะปลูกกัญชาแล้วส่งออกไปต่างประเทศนั้นต้องแจ้งต่อหน่วยงานสารเสพติดระหว่างประเทศ ซึ่งจำกัดปริมาณ หลายประเทศห้ามนำเข้าและส่งออกกัญชา การปลูกทุกครั้งต้องขอยูเอ็นก่อน...หากเราปลูกมากมายในประเทศไทยแล้วต่อมาขายไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีคนในประเทศเอาไปสูบ” 

 


          เมื่อได้ศึกษาข้อมูลของเมืองที่อนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างเสรี เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐโคโลราโด ในสหรัฐอเมริกา จะพบว่ามีเด็กอายุ 13-20 ปี ใช้กัญชามากถึง 85% หญิงตั้งครรภ์ก็ใช้ทั้งๆ ที่ห้ามใช้ รวมไปถึงอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีมากขึ้น สถิติการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินก็เกิดมากขึ้น รศ.วิเชียร จึงตั้งคำถามถึงการผลักดันนโยบายกัญชาเสรีว่า “ไทยจะสามารถปกป้องไม่ให้เกิดเหตุอย่างในสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่” 

 


          ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จึงไม่สนับสนุนให้ใช้กัญชาเสรี เนื่องด้วย “ทางการแพทย์หวาดกลัวเรื่องของเด็กปัญญาอ่อน และทำให้เกิดโรคจิตและอาการวิปลาสชั่วขณะ” เพราะสิ่งที่เราไม่เคยรู้เลย ก็คือมีการศึกษาที่แคนาดาเป็นเวลา 4 ปี ในเด็ก 3,800 คน 31 โรงเรียน แล้วพบว่าเด็กที่สูบกัญชาบ่อยๆ ความคิดและสติปัญญาจะเสื่อมอย่างถาวร จึงกำหนดว่าต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไปถึงจะสูบกัญชาได้

 


          ด้าน ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติเผยว่า “การปลูกกัญชาปัจจุบันมีอยู่ทุกจังหวัด ทุกตำบล หลังจากสังคมไทยผ่อนปรนเรื่องนี้ จึงอยากวิงวอนทำความเข้าใจ เปิดใจเรื่องกัญชาว่ามี 2 ด้าน และอยากให้มีการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของประเทศต่อไป” ซึ่งตนและสภาเกษตรกรไม่เห็นด้วยกับเรื่องกัญชาเสรี แต่เห็นด้วยที่จะใช้กัญชาทางการแพทย์ และหากจะเสพเพื่อสันทนาการก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์เท่านั้น ทั้งนี้เชื่อว่า “เรื่องของกัญชาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังการจัดตั้งรัฐบาล”  ถ้าหากมีระบบควบคุมให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้โดยไม่ทำให้คนเสพกัญชาได้อย่างเสรี การผลักดันกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรผลักดันต่อไป