ข่าว

อภิสิทธิ์ชี้ธุรกิจขับเคลื่อนเข้มแข็งและทุนไทย

อภิสิทธิ์ชี้ธุรกิจขับเคลื่อนเข้มแข็งและทุนไทย

12 พ.ย. 2552

“ นายกฯ ” ชี้ภาคธุรกิจถือเป็นตัวขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งประเทศ และตลาดทุนไทย ชี้เศรษฐกิจดีขึ้น การฟื้นตัวมีความชัดเจน ย้ำลั่นตั้งแต่เข้ามาเป็นรบ.ไม่เคยมองผ่านปัญหาด้านศก.

 (12พ.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น ที่ สยามพารากอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็น ประธานเปิดงานมหกรรมการลงทุนครบวงจร SET in the City 2009 และปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ ตลาดทุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง ” ว่า ผู้บริหารจากภาคธุรกิจเอกชนสำคัญของ ประเทศ และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐในตลาดการเงินไทย ถือว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย ตลอดระยะเวลาประมาณเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของไทยและเศรษฐกิจของโลกต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และก็เป็นที่น่าดีใจว่าสิ่งที่หลายฝ่ายเคยกลัวไว้ในช่วงต้นปีว่าวิกฤตครั้งนี้จะเป็นวิกฤตที่ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามากยืดเยื้อเรื้อรังยาวนาน และที่สำคัญที่สุดที่หลายคนกลัวเกี่ยวกับเรื่องของภาวะการว่างงาน และความเดือดร้อนของประชาชนที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในภาวะปัจจุบันหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยกลัวไว้ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ขณะเดียวกันมาตรการหลายอย่าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลในประเทศที่เป็นคู่ค้า และเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญในโลกได้ดำเนินการในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมีส่วนสำคัญในการฝึกฝนให้ปัจจุบันต่างยอมรับว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ในช่วงของการฟื้นตัวก็มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการฟื้นตัวในขณะนี้ต้องถือว่ายังอยู่ในภาวะที่ยังเปราะบาง และจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากมาตรการภาครัฐและจากการดำเนินงานของหลายอีกภาคส่วนในสังคม

 “ตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ผมไม่เคยมองว่าภาระกิจของรัฐบาลในปัจจุบันจะทำหน้าที่เพียงแค่ผ่านเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้มองว่าภารกิจจะมีเพียงแค่การทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเป็นบวกหรือฟื้นตัวได้ แต่ตระหนักถึงความจำเป็นที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัว เพื่อที่จะบ่มหรือเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแข่งขันในโลก และผมคิดว่าในกรณีของตลาดทุนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น คือ เหตุผลนั้นตั้งแต่ช่วงต้นปี ผมได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนขึ้น และนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาของตลาดทุน ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องขอขอบคุณกรรมการทุกท่านและทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการนี้ขึ้น ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญที่สุดคือ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้นมาก และสิ่งที่รัฐบาลตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาต่างกังวลก็ คือ ตลาดทุนของไทยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดเศรษฐกิจของประเทศ และมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า ตลาดของเรากำลังถูกลดบทบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของนักลงทุนชาวต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันที่ยังค่อนข้างน้อย ปัญหาการที่ตลาดไทยยังมีต้นทุนในลงทุนค่อนข้างสูง ปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปจนถึงปัญหาของธุรกิจเงินร่วมลงทุนของเราที่ค่อนข้างจะได้ค่า นี่คือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลได้มอบให้กับคณะกรรมการพัฒนาตลาดของไทย ซึ่งในที่สุดได้มีการจัดทำแผนในครั้งนี้

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า ต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด เป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับท่าทีของแผนการพัฒนาตลาดทุนในปัจจุบัน ประการแรกเราตั้งเป้าไว้เลยว่าขนาดของตลาดทุน เมื่อเทียบกับมูลค่าของเศรษฐกิจของประเทศจะต้องเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 80 ไปถึงร้อยละ 130 ประการที่สองเราต้องการที่จะเห็นสัดส่วนของประชากรไทยที่เข้าถึงการลงทุนในตลาดที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.4 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 5 และเราต้องการที่จะเห็นประเภทของนโยบายการเงินใหม่เราต้องการที่จะเห็นสัดส่วนของราคาต่อรายได้ล่วงหน้าของตลาดไทย เมื่อเทียบเคียงกับบรรทัดฐานในเอเชียที่มีความสมดุลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน