
ธ.ก.ส.ชี้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกข้าวโพดมีปัญหา
ธ.ก.ส.แถลงผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามโครงการประกันรายได้ คาดดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย.นี้ ระบุการขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยังมีปัญหา เหตุพบเกษตรกรตามแนวตะเข็บชายแดนในน่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย ไม่มีสัญชาติไทย อาจชวดได้รับสิทธิ์ร่วมโครงการ เตรียมลง
นายปราโมทย์ นนทะโคตร รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยในการแถลงข่าวโครงการประกันรายได้เกษตรกร และมอบรางวัลแก่ผู้ฝากสลากออกทรัพย์ทวีสิน ที่ธ.ก.ส.สำนักงานจ.เชียงใหม่ วันนี้ (12 พ.ย.) ว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งประกาศประกันราคาข้าวเปลือก ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ไปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและทำสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้ง 3.8 แสนรายตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.แต่ขั้นตอนการโอนเงินอาจล่าช้าเพราะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีข้อมูลไม่ชัดเจนอีก 2 หมื่นราย
ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในภาคเหนือพบว่ายังมีปัญหาโดยเฉพาะคุณสมบัติมีเกษตรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชนอาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนด้าน จ.น่าน แม่ฮ่องสอน และเชียงราย กว่า 1.3 หมื่นรายที่ไม่สามารถรับสิทธิ์ได้ แต่ธ.ก.ส.จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วนอีก 7 พันราย มีปัญหาขึ้นทะเบียนซ้ำซ้อน หรือขึ้นทะเบียนแล้วเสียชีวิตจึงต้องตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง
ส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีอยู่ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศประมาณ 4.2 แสนรายได้ตรวจสอบคุณสมบัติไปแล้ว 60% ที่เหลือจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย.นี้ สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศมีประมาณ 3 ล้านครอบครัว ปัจจุบันขึ้นทะเบียนไปแล้วประมาณ 1 ครอบครัว คาดจะเร่งให้เสร็จทันภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้เช่นกัน โดย ธ.ก.ส.ได้เพิ่มอัตรากำลังพนักงาน ว่าจ้างเพิ่มอีก 1.4 พันคนประจำสาขาทั่วประเทศ หากยังไม่เพียงพอสามารถจ้างเพิ่มได้อีก 600 คน
นายปราโมทย์ กล่าวว่า นอกจากโครงการประกันรายได้เกษตรกร ล่าสุดครม.ยังอนุมัติ ธ.ก.ส.ดำเนินการรับฝากข้าวจากเกษตรกรไว้ในยุ้งฉางเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้นโดยได้รับค่าฝากข้าวตันละ 1 พันบาท และกระทรวงพาณิชย์ยังเปิดจุดรับซื้อเพื่อแทรกแซงราคา โดย ครม.ได้อนุมัติให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินการรับซื้อ ทั้ง 2 มาตรการถือเป็นนโยบายเสริมนอกจากโครงการประกันรายได้เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกและผลักดันให้ราคาผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งโครงการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการโรงสี
"โครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณดำเนินการจำนวน 4 หมื่นล้านบาท ส่วนมาตรการเสริมทั้ง 4 มาตรการ ให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการ คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการฝากข้าวไว้ในยุ้งฉาง ธ.ก.ส.คาดว่าจะรับฝากข้าวทั่วประเทศประมาณ 2 ล้านตัน ใช้วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โครงการเปิดจุดรับซื้อเพื่อแทรกแซงราคา ใช้งบ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น อคส. 1.3 หมื่นล้านบาท และอ.ต.ก. 7 พันล้านบาท ส่วนการเสริมสภาพคล่องให้โรงสี ใชงบ 2 หมื่นล้านบาท"นายปราโมทย์กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะมีผลบังคับใช้ การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรจะลดเหลือ 0% หลายฝ่ายกังวลว่าอาจส่งผลกระทบกับตลาดสินค้าเกษตรของไทย ในภาพรวมแม้จะมีผลกระทบบ้างแต่เชื่อว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว แต่ผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบคือปาล์มน้ำมัน
นายผนิต เจริญบูรณ์ เกษตรจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในจ.เชียงใหม่มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมากที่สุด รองลงมาคือข้าวโพด มีเกษตรกรปลูกปาล์มเพียง 30 ราย ซึ่งจ.เชียงใหม่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย เกษตรฯจึงทำเรื่องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามว่าเกษตรกรจำนวนนี้จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการหรือไม่ ส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวดำเนินการไปแล้ว 4.7 หมื่นราย ผ่านการพิจารณาจากประชาคมหมู่บ้าน 4.5 หมื่นราย ออกหนังสือรับรองไปแล้ว 60% ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ สำหรับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดดำเนินการแล้ว 8.5 พันราย ผ่านการพิจารณาจากประชาคมหมู่บ้าน 8.4 พันราย



