ข่าว

 ธ.ก.ส.ชี้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกข้าวโพดมีปัญหา

ธ.ก.ส.ชี้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกข้าวโพดมีปัญหา

12 พ.ย. 2552

ธ.ก.ส.แถลงผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามโครงการประกันรายได้ คาดดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย.นี้ ระบุการขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยังมีปัญหา เหตุพบเกษตรกรตามแนวตะเข็บชายแดนในน่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย ไม่มีสัญชาติไทย อาจชวดได้รับสิทธิ์ร่วมโครงการ เตรียมลง

 นายปราโมทย์ นนทะโคตร  รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  เปิดเผยในการแถลงข่าวโครงการประกันรายได้เกษตรกร และมอบรางวัลแก่ผู้ฝากสลากออกทรัพย์ทวีสิน ที่ธ.ก.ส.สำนักงานจ.เชียงใหม่ วันนี้ (12 พ.ย.) ว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งประกาศประกันราคาข้าวเปลือก ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ไปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ได้ ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและทำสัญญาเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้ง 3.8 แสนรายตั้งแต่วันที่  31 ต.ค.แต่ขั้นตอนการโอนเงินอาจล่าช้าเพราะต้องตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรที่มีข้อมูลไม่ชัดเจนอีก 2 หมื่นราย

  ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในภาคเหนือพบว่ายังมีปัญหาโดยเฉพาะคุณสมบัติมีเกษตรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชนอาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนด้าน จ.น่าน  แม่ฮ่องสอน และเชียงราย กว่า 1.3 หมื่นรายที่ไม่สามารถรับสิทธิ์ได้  แต่ธ.ก.ส.จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วนอีก 7 พันราย มีปัญหาขึ้นทะเบียนซ้ำซ้อน หรือขึ้นทะเบียนแล้วเสียชีวิตจึงต้องตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง

 ส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่มีอยู่ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศประมาณ 4.2 แสนรายได้ตรวจสอบคุณสมบัติไปแล้ว 60% ที่เหลือจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายใน 30 พ.ย.นี้  สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศมีประมาณ 3 ล้านครอบครัว ปัจจุบันขึ้นทะเบียนไปแล้วประมาณ 1 ครอบครัว คาดจะเร่งให้เสร็จทันภายในวันที่ 30 พ.ย.นี้เช่นกัน โดย ธ.ก.ส.ได้เพิ่มอัตรากำลังพนักงาน ว่าจ้างเพิ่มอีก 1.4 พันคนประจำสาขาทั่วประเทศ หากยังไม่เพียงพอสามารถจ้างเพิ่มได้อีก 600 คน

 นายปราโมทย์ กล่าวว่า  นอกจากโครงการประกันรายได้เกษตรกร ล่าสุดครม.ยังอนุมัติ ธ.ก.ส.ดำเนินการรับฝากข้าวจากเกษตรกรไว้ในยุ้งฉางเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้นโดยได้รับค่าฝากข้าวตันละ 1 พันบาท  และกระทรวงพาณิชย์ยังเปิดจุดรับซื้อเพื่อแทรกแซงราคา โดย ครม.ได้อนุมัติให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินการรับซื้อ ทั้ง 2 มาตรการถือเป็นนโยบายเสริมนอกจากโครงการประกันรายได้เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกและผลักดันให้ราคาผลผลิตเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งโครงการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการโรงสี

 "โครงการประกันรายได้เกษตรกร เป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณดำเนินการจำนวน 4 หมื่นล้านบาท  ส่วนมาตรการเสริมทั้ง 4 มาตรการ ให้ ธ.ก.ส.ดำเนินการ คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการฝากข้าวไว้ในยุ้งฉาง ธ.ก.ส.คาดว่าจะรับฝากข้าวทั่วประเทศประมาณ 2 ล้านตัน ใช้วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โครงการเปิดจุดรับซื้อเพื่อแทรกแซงราคา ใช้งบ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น อคส. 1.3 หมื่นล้านบาท และอ.ต.ก. 7 พันล้านบาท ส่วนการเสริมสภาพคล่องให้โรงสี ใชงบ 2 หมื่นล้านบาท"นายปราโมทย์กล่าว

 นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า  ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะมีผลบังคับใช้ การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรจะลดเหลือ 0% หลายฝ่ายกังวลว่าอาจส่งผลกระทบกับตลาดสินค้าเกษตรของไทย ในภาพรวมแม้จะมีผลกระทบบ้างแต่เชื่อว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้แล้ว  แต่ผลผลิตที่อาจได้รับผลกระทบคือปาล์มน้ำมัน

 นายผนิต เจริญบูรณ์ เกษตรจ.เชียงใหม่  กล่าวว่า   ในจ.เชียงใหม่มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมากที่สุด รองลงมาคือข้าวโพด มีเกษตรกรปลูกปาล์มเพียง 30 ราย ซึ่งจ.เชียงใหม่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย เกษตรฯจึงทำเรื่องส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามว่าเกษตรกรจำนวนนี้จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการหรือไม่  ส่วนการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวดำเนินการไปแล้ว  4.7 หมื่นราย ผ่านการพิจารณาจากประชาคมหมู่บ้าน 4.5 หมื่นราย ออกหนังสือรับรองไปแล้ว 60% ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ สำหรับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดดำเนินการแล้ว 8.5 พันราย ผ่านการพิจารณาจากประชาคมหมู่บ้าน 8.4 พันราย