ข่าว

กราบสักการะพระธาตุประสิทธิ์แวะซื้อผ้าไหมเนื้อดีที่"นาหว้า"

กราบสักการะพระธาตุประสิทธิ์แวะซื้อผ้าไหมเนื้อดีที่"นาหว้า"

12 พ.ย. 2552

ย่างเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว บรรยากาศปลายปีที่กำลังสดชื่น เย็นสบายเป็นที่สุด คนไทยจึงนิยมพักผ่อนท่องธรรมชาติในช่วงนี้ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งปี โดยส่วนใหญ่จะล็อกพิกัดไว้ที่ดอยสูงแถวๆ เมืองเหนือเป็นหลัก

 แต่ลมหนาวที่อีสานก็เย็นสบาย และมีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองเหนือเช่นกัน แถมยังมีพระธาตุให้ไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิตด้วย เช่น "วัดธาตุประสิทธิ์" ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลนาหว้า จ.นครพนม

 วัดนี้นอกจากจะเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองแล้ว ยังเป็นที่บรรจุ "พระธาตุประสิทธิ์" พระธาตุประจำวันเกิดสำหรับคนที่เกิดวันพฤหัสบดีด้วย

 กิจกรรมในศูนย์หัตถกรรมจะมีการสาธิตการทอผ้าไหมด้วยมือของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ขึ้นชื่อในความประณีตและสวยงามระดับประเทศ ซึ่งสามารถซื้อไปสวมใส่ หรือฝากเพื่อนพ้องหรือผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือได้ตามอัธยาศัย

 วารี อินอุเทน รองประธานศูนย์หัตถกรรมวัดธาตุประสิทธิ์ บอกว่า เดิมการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหมที่นาหว้า ชาวบ้านจะทอแบบพื้นเมืองเพื่อใช้เองตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

 แต่เนื่องจากฝีมือที่ประณีตมากเป็นที่เลื่องลือ จึงมีการรวมกลุ่มตั้งศูนย์ผลิตทอผ้าไหมพื้นเมืองมาตั้งแต่ปี 2539 โดยเป็นการริเริ่มของ พระครูศรีวัชศิรากร

 สำหรับลายที่ทอดั้งเดิมจะเริ่มทอ "ผ้าฝ้ายลายมุก" และผ้าไหมแบบลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ และขายกันเองในพื้นที่ก่อน ต่อมาจังหวัดนครพนมส่งเสริมให้เป็น "ผ้าประจำจังหวัด" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ทำให้ผ้าไหมนาหว้าเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

 จุดเริ่มต้นของชื่อเสียงเกิดจากการส่งผ้าไหมที่ทอส่งประกวดที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ซึ่งในครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ มาประทับ และทรงจัดให้มีการประกวดผ้าไหมขึ้น ปรากฏว่าผ้าไหมของ อ.นาหว้า ได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก

 นอกจากนี้พระองค์ยังทอดพระเนตร พร้อมส่งช่างจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐานมาให้คำแนะนำเรื่องลวดลายและความประณีต จากนั้นส่งช่างทอเข้ารับการฝึกที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานจนทำให้ช่างพื้นบ้านมีความรู้จนสามารถประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆ ได้มากขึ้น

 ปัจจุบันศูนย์หัตถกรรมทอผ้าฝ้ายและผ้าไหมที่วัดธาตุประสิทธิ์มีช่างทออยู่ประมาณ 20 คน โดยใช้เวลาว่างจากอาชีพเกษตรหรืองานบ้านมาทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

 สำหรับผ้าไหมทอจะมีผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าไหมลายลูกแค ซึ่งขายเมตรละ 600-700 บาท ส่วนผ้าที่แพงและขึ้นชื่อที่สุดในขณะนี้คือ "ผ้าไหมลายมุก" เป็นผ้าที่เน้นสีอ่อน เนื้อผ้าบางเบา สวมใส่สบาย มีขายทั้งที่ศูนย์หัตถกรรม และออเดอร์ที่สั่งผ่านพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

 ด้าน ไพโรจน์ ทัศน์กร นายกเทศมนตรีตำบลนาหว้า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากวัดธาตุประสิทธิ์แล้ว อ.นาหว้า ยังมีของดีและของแปลกขึ้นชื่ออีกหลายอย่าง เช่น อาชีพพิสดารอย่างการทำ "ตุ๊กแก-ไส้เดือนตากแห้ง" และการผลิต "แคน" ที่ ต.ท่าเรือ

 ส่วนในเขตเทศบาลตำบลนาหว้ามีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตผ้าไหมและผ้าฝ้ายผ้ามุกที่ขึ้นชื่อจนได้รับรางวัลจากการประกวดทุกปี ซึ่งเป็นแรงดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวมาที่วัดธาตุประสิทธิ์เป็นจำนวนมาก

 หนาวนี้ใครอยากไปรับลมหนาว พร้อมไหว้พระธาตุ และหาซื้อผ้าฝ้ายผ้าไหมฝีมือดีลำดับต้นๆ ของประเทศ แวะไปที่ อ.นาหว้า โดยเส้นทางที่ง่ายสุดคือ ถ้ามาจาก จ.สกลนคร ก่อนจะถึง ต.ท่าแร่ ให้เลี้ยวซ้ายตัดเข้าสู่ ต.นาหว้า แค่ 20 กิโลเมตรก็ถึงที่หมายแล้ว

ชาญยุทธ โคตรธรรม