ข่าว

สร้างความเข้าใจไทย-เขมรหวั่นน้ำผึ้งหยดเดียว

สร้างความเข้าใจไทย-เขมรหวั่นน้ำผึ้งหยดเดียว

12 พ.ย. 2552

ถึงแม้รัฐบาลไทยจะมีมาตรการลดความสัมพันธ์ระดับประเทศกับกัมพูชาลง อันมีสาเหตุมาจากการสมเด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ทว่าในระดับปฏิบัติและประชาชนรากหญ้าที่ไปมาหาสู่ทำการค้าร่วมกันแล้ว ความละเอียดอ่อนด้

ประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาแล้วจากความเข้าใจผิด เพียงแค่น้ำผึ้งหยดเดียวก็นำมาสู่เหตุจลาจลเผาสถานทูตไทยในกัมพูชาเมื่อปี 2546 ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ภาครัฐในท้องถิ่นจึงต้องพยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้านทั้งคนไทยและกัมพูชา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์บานปลายได้

 แม้ว่าบรรยากาศพรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด กับเกาะกง ประเทศกัมพูชา จะมีการสัญจรไปมาและติดต่อค้าขายกันตามปกติ แต่ก็ไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน ยามที่รัฐบาลสองประเทศไม่มีความบาดหมางกันอย่างเช่นทุกวันนี้ นักท่องเที่ยวจากยุโรป ฮ่องกง เกาหลี และญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งใช้จุดผ่านแดนนี้เป็นทางผ่านมุ่งหน้าไปเวียดนาม รวมถึงนักเสี่ยงโชคชาวไทยก็ยังทยอยเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกาสิโนอยู่เป็นระยะ ส่วนการค้าชายแดนตลาดค้าส่งบ้านหาดเล็กก็เปิดตามปกติ มีพ่อค้าคนไทยนำผักผลไม้มาวางขายอยู่หน้าด่าน ท่ามกลางการเดินทางเข้าออกของคนสองประเทศตลอดทั้งวัน ที่พกพาความไม่แน่ใจในสถานการณ์ระหว่างกัน ทำให้บรรยากาศดูอึมครึมอย่างที่ไม่เคยเป็น  

 ด้วยเหตุนี้ "ภวัต เลิศมุกดา" นายอำเภอคลองใหญ่ จึงเรียกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อค้า อาสาสมัคร มาทำความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำข้อมูลข่าวสารไปสื่อสารอย่างถูกต้อง ทั้งกับประชาชนคนไทยด้วยกันเองและชาวกัมพูชาหน้าด่านชายแดน จะได้ไม่ถูกบิดเบือนข้อเท็จจริง เนื่องจากชาวกัมพูชามีความอ่อนไหวเรื่องข่าวสารมาก

 "ก่อนหน้านี้มีข่าวลือปิดด่านที่สระแก้วและศรีสะเกษ ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเลย จึงต้องกำชับคนของเราว่า ให้สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องออกไปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล คนในพื้นที่ไม่เกี่ยวข้อง ขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ สอดคล้องกับนโยบายของมหาดไทย ที่กำชับให้เราดำรงความสัมพันธ์ของคนระดับท้องถิ่นของทั้ง 2 ประเทศไว้ไม่ให้ได้รับผลกระทบ"

 อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นจนถึงขั้นเลวร้าย ภวัตบอกว่า ภาครัฐได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยจะใช้กำลังทหาร ตำรวจ กรมการปกครอง และกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามาดำเนินการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยเตรียมหน่วยแพทย์ฉุกเฉินไว้รองรับด้วย สำหรับเส้นทางอพยพจะให้คนไทยออกจากกัมพูชาด้าน อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพราะอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไม่มาก ประกอบกับถนนหนทางสะดวกกว่าเส้นทางสายอื่น

 "ถ้ามีคำสั่งให้ปิดด่านเราสามารถทำได้ทันที และมีแผนรองรับไว้หมดแล้ว สำหรับคนไทยและนักท่องเที่ยวนั้นไม่ต้องกังวล ถึงแม้จะมีประกาศปิดพรมแดนจริงจะมีระยะเวลาให้คนของแต่ละประเทศเดินทางกลับ เช่นเดียวกับคนกัมพูชา 3-4 พันคน ที่มาทำมาหากินใน จ.ตราด เราก็จะให้เขาเดินทางกลับ หลังมีมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้น" ภวัต กล่าวทิ้งท้าย

 ทั้งนี้ บรรยากาศชายแดนไทย-กัมพูชาด้านคลองใหญ่ยังเป็นปกติ นอกจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงบางตาแล้ว ยังไม่พบว่ามีการเสริมกำลังทหารเข้ามาแต่อย่างใด มีเพียงเรือรบขนาดเล็กของกัมพูชาที่ลอยลำอยู่ในกลุ่มเรือประมง คอยเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ในน่านน้ำของตัวเองเท่านั้น

 ราว 3 วันมาแล้วที่พ่อค้าขายของหน้าด่าน ตม.ฝั่งไทย นั่งมองดูความเคลื่อนไหวนับตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชาเริ่มง่อนแง่น แต่กระนั้นก็ไม่พบความเปลี่ยนแปลงมากนัก คนทั้งสองชาติยังคงติดต่อค้าขายกันเป็นปกติ แม้จะไม่คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น เขาบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นนักพนันกลุ่มเดิมๆ ที่ข้ามไปเสี่ยงโชคที่กาสิโนบนเกาะกง

 เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น พ่อค้าคนเดิมมองผ่านสายตาคนมากประสบการณ์คาดว่าไม่น่าจะมี เพราะไทยกับกัมพูชารับรู้กันมานานแล้วว่า มีปัญหากันนานมาแล้ว !?

 "ปิดด่านก็ดี ไม่มีคนกัมพูชามาซื้อ คนไทยก็ยังมีอยู่ มาเที่ยวมาซื้อของกัน คนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ เป็นคนรวยที่ส่งออกสินค้ามากกว่า และถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นจริง ผมก็คงไม่ย้ายหนีไปไหน เพราะผมเป็นคนที่นี่" เขายืนยันเสียงแข็ง

 "ถ้ามันรุนแรงจริง ผมคงแอบดีใจนิดๆ ตรงที่นายทุนจะได้ล่าถอยออกไปจากพื้นที่ เพราะคนพวกนี้หวังประโยชน์อย่างเดียว จะพากันหนีไปหมด ไม่มีใครกล้าอยู่ แต่สำหรับชาวบ้านอย่างพวกผม เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเกิดเหตุรุนแรงจริงๆ ก็ไม่รู้จะย้ายไปไหน เพราะมันคือแผ่นดินของเรา" โชเฟอร์รถรับจ้างเกาะกง-คลองใหญ่ กล่าวเสริม

 โชเฟอร์รถรับจ้างรายนี้เป็นคนท้องถิ่น ขับรถส่งผู้โดยสารจากเกาะกงไปคลองใหญ่ และจากคลองใหญ่ไปเกาะกงมานาน จนรู้ดีว่า ตราบใดก็ตามที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังอึมครึมเช่นนี้ จะไม่มีอะไรไปจนกว่า "เสียงปืนจะดัง" นั่นหมายถึงเหตุการณ์ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ถึงแม้เหตุการณ์จะเป็นปกติในสายตาของคนท้องถิ่น สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วกลับแตกต่างออกไป

 "ช่วงนี้มีลูกค้าบ้าง ไม่มีบ้าง แต่วันนี้ยังไม่ได้ลูกค้าเลย" เขารำพัน

 บ่ายคล้อยตะวันลับเหลี่ยมไม้ เสียงแม่ค้าขายปูและหอยตะโกนเรียกลูกค้าอยู่หน้าด่านฝั่งเขมร ข้างๆ แม่ค้าขายแหนมสดยังวางอยู่เต็มกระจาด เด็กหนุ่มรับจ้างเข็นรถยิ้มแย้มเล่นหัวอยู่กับเพื่อน ยามปลอดลูกค้า ข้าราชการชายกระเตงเด็กหญิงพลางหยุดพักกลางถนน ฝรั่งตาน้ำข้าวนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์สะพายเป้ใบเขื่องเดินสวนไปเป็นกลุ่ม วิถีชีวิตที่แนวชายแดนฝั่งนี้ยังเป็นปกติ ผู้คนทั้งสองฝั่งส่งยิ้มทักทายกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าข้างในคิดอะไรอยู่ และหากรอยร้าวขยายถึงจุดแตกหัก ความสัมพันธ์ระดับท้องถิ่นนี้จะแปรเปลี่ยนไปทิศทางใด

 "จริงๆ แล้วหลังจากเที่ยวในเมืองไทยเสร็จผมจะไปเวียดนามต่อ แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว ตั้งแต่รับรู้ข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา" จุง โหว นักท่องเที่ยวจากฮ่องกง กล่าวที่ด่าน ตม.คลองใหญ่ ก่อนหันหลังกลับ