ข่าว

เตรียมชงครม.ทบทวนสัมพันธ์ไทย-เขมรเพิ่ม

เตรียมชงครม.ทบทวนสัมพันธ์ไทย-เขมรเพิ่ม

11 พ.ย. 2552

โฆษก 4 หน่วยงานถกสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ตั้งคณะทำงานให้ข่าวสื่อ - ปชช. สร้างความมั่นใจรัฐบาล เสนอครม.สัปดาห์หน้า ทบทวนสัมพันธ์ 2 ประเทศเพิ่ม ยันเป็นปัญหาทวิภาคี อัดเขมรไม่ทำตามหลักสากลส่งตัวทักษิณ ผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ กลาโหม เตรียมจัดกีฬาเชื่อมสัมพันธ์ทหาร

 เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 11 พ.ย.ที่กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการประชุมกันระหว่างโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ โฆษกกระทรวงกลาโหม และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยใช้เวลาประชุมนาน 2 ชั่วโมง

 จากนั้น นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัตหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า เป็นการประชุมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา และสรุปแนวทางการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีการจัดตั้งเป็นคณะทำงานเพิ่มเติมเพื่อประสานงานระหว่างกันในการกำหนดการให้ข่าวในทิศทางเดียวกันแก่สื่อมวลชนและประชาชนเป็นระยะๆ เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพ
 
 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า สิ่งที่ไทยจะทำจากนี้ไป คือ การทบทวนสถานภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาเพิ่มเติม โดยกระทรวงการต่างประเทศกำลังรวบรวมความร่วมมือ ข้อตกลง และความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อดำเนินการตามวิธีการทูต ซึ่งขั้นต้น จะเสนอเรื่องนี้และทบทวนพิจารณาสถานภาพความสัมพันธ์โดยรวมให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาในวันที่ 17 พ.ย.นี้ แต่ยืนยันว่าในภาพรวมของความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศยังเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตามไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชากลับเข้าสู่การดำนินการตามหลักสากล โดยไม่เอาเรื่องของบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นสำคัญ และรัฐบาลขอให้ความมั่นใจกับนานาชาติว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับทวิภาคี และจะไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระดับพหุภาคี

 เมื่อถามว่าการที่กัมพูชาอ้างมาตรา 3 ของสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ในการไม่ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับไทยนั้น ไม่เป็นไปตามหลักสากลอย่างไร และถ้ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสากลจริง จะมีมาตรการระหว่างประเทศอย่างไร นายปณิธาน กล่าวว่า ตอนนี้คณะทำงานด้านกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศกำลังพิจารณาอยู่และจะสรุปข้อมูลเกี่ยวกับสนธิสัญญา คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน แต่โดยทั่วไป เมื่อทั้ง 2 ประเทศได้ทำสนธิสัญญาระหว่างกัน

 หลักปฏิบัติคือประเทศคู่สัญญาต้องทำตามขั้นตอนที่เป็นที่ยอมรับกันในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ในภาพรวม เราคิดว่าเรื่องสำคัญ คือ คดีที่พ.ต.ท.ทักษิณกำลังถูกดำเนินคดีหรือมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น เป็นคดีอาญา และเป็นไปตามระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากล ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

 นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ภายหลังจากที่ไทยมีการเลือกตั้งและมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ซึ่งเท่ากับว่าพ.ต.ท.ทักษิณยอมรับและเข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การผูกโยงว่ากระบวนการรัฐประหารในเมืองไทยทำให้พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น เป็นเรื่องที่เราไม่เห็นด้วย และเราจะดำเนินการชี้แจงต่อกัมพูชาให้ทราบถึงประเด็นเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องให้เวลาแก่ฝ่ายกัมพูชา เพราะแม้แต่คนไทยก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของกระบวนการยุติธรรมเท่าไหร่ เพราะเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน

 ขณะที่ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ทหารจะทำตามกรอบนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก โดยได้มีการดูแลเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทหารของทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการพูดถึงปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น และมีการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างทหารของทั้ง 2 ประเทศอยู่ โดยในวันที่ 21 พ.ย.นี้ จะมีการแข่งขันกีฬาระหว่างทหารของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ต่อกัน