ข่าว

รถไฟไทย : สมบัติหรือตัวถ่วง

รถไฟไทย : สมบัติหรือตัวถ่วง

12 พ.ย. 2552

ข่าวเรื่องอภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน วอร์เรน บัฟเฟต ได้เข้าไปซื้อหุ้นในกิจการรถไฟของอเมริกันบริษัทรถไฟใหญ่ 1 ใน 5 นั้นทำให้นักลงทุนทั้งหลายงุนงงกับการตัดสินใจของเศรษฐีเฒ่าครั้งนี้ เพราะแต่ไหนแต่ไรมาท่านผู้นี้ลงทุนแต่กิจการที่มีกำไรมั่นคง กิจการประเภทรถไฟเป็

 นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างพยายามเดาใจนักลงทุนมือทองท่านนี้ว่า ท่านมีอะไรอยู่ในใจจึงได้หันมาสนใจกิจการซึ่งอยู่นอกสายตานักลงทุนทั่วไป แล้วสรุปว่า มิสเตอร์บัฟเฟต คงเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคตเท่าที่สายตามองเห็นนั้นรถไฟจะเป็น “พระเอก” ในวงการโลจิสติกส์ เพราะเชื้อเพลิงจะแพงขึ้นทุกวัน และไม่มีระบบขนส่งใดที่จะแข่งขันในเชิงต้นทุนต่ำได้เท่ากับรถไฟ ยิ่งกว่านั้นถ้ายิ่งมีการใช้แก๊สโซฮอล์กันมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องมีการขนส่งเอทานอลไปทางรถไฟมากขึ้นเท่านั้น เพราะขนไปทางท่ออย่างน้ำมันไม่ได้

 นักโลจิสติกส์โบราณนั้นจะคิดว่าการขนส่งทางถนนโดยรถบรรทุกขนาดใหญ่จะเป็นรูปแบบที่สำคัญในการขนส่งเพราะสามารถขนจากประตูบ้านสู่ประตูบ้าน แต่บัดนี้ความเชื่อนั้นไม่จริงเสียแล้วเพราะว่า การขนส่งทางรถไฟหากปรับปรุงให้ทันสมัยในด้านการขนถ่ายและเชื่อมโยงจุดต่างๆ ที่สำคัญ เปลี่ยนวิธีจัดการเช่น ใช้ระบบ “ยูนิตเทรน” คือขนสินค้าจำนวนมากๆ จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งก็สามารถให้ความสะดวกได้เท่ากับการขนส่งด้วยรถยนต์บรรทุกแต่จะถูกกว่า และเมื่อเทียบกับการขนทางลำน้ำก็จะเร็วกว่า

 แต่รถไฟจะเป็นพระเอกได้ก็ต้องทันสมัยทั้งระบบราง ระบบล้อเลื่อน และการจัดการ จึงจะถือว่าเป็นสมบัติมหาศาลของชาติในอนาคตอันใกล้ได้ มิฉะนั้นแล้วก็เป็นเพียงตัวถ่วงความเจริญ

 หันมามองรถไฟของไทยเราดูบ้างดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ระบบรถไฟของไทยแต่ในอดีตนั้นจัดได้ว่ามีคุณภาพอยู่แถวหน้าของโลกทีเดียว แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า เราได้หยุดพัฒนาทางด้านวัตถุการจัดการก็เสื่อมถอย เพราะบุคลากรภายใน 2 พวก คือฝ่ายผู้ใช้แรงงานและฝ่ายบริหารมีเรื่องขัดแย้งคุมเชิงกันอยู่ตลอดเวลา กล่าวได้ว่าขาดเอกภาพอย่างชัดเจนจึงดึงให้กิจการรถไฟไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านต่างๆ แล้วด้อยกว่าเขามากทีเดียว

 อย่างไรก็ตาม ก็ยังดีที่มีผู้คิดจะวางแผนปฏิรูปปรับปรุงรถไฟ ซึ่งนอกจากจะต้องใช้เงินมหาศาลแล้วยังจะต้องใช้เวลานานถึง 15 ปีกว่าจะปรับปรุงได้เสร็จ

 ปัญหารถไฟไทยทางด้านการเงินที่ประสบอยู่ในขณะนี้มีอยู่ถึง 2 ด้าน คือทั้งด้านรายได้ประจำที่ต้องหามาหล่อเลี้ยงองค์กรซึ่งขาดทุนอยู่แต่ละปีสูงมาก ทั้งขาดทุนสะสมมานานซึ่งทำให้ ร.ฟ.ท.ต้องแบกภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ภาระที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ คือค่าใช้จ่ายด้านแรงงานสูงมากเมื่อเทียบอัตราส่วนกับรายได้ซึ่งตามแผนเฉพาะหน้าที่จะแก้ด้วยการหารายได้จากที่ดินซึ่งมีถึงเกือบสี่หมื่นไร่แต่มีรายได้เพียงปีละ 1,500 ล้านบาท

 ทางด้านงบลงทุนที่จะปรับปรุงระบบรางจนถึงขั้นเป็นรางคู่และปรับเปลี่ยนล้อเลื่อนต้องใช้เงินเกือบแสนล้านบาทโดย ร.ฟ.ท.จะใช้เวลาถึง 15 ปี และมีแผนการจัดรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ใช้เงินถึง 7 แสนล้านบาท

 เห็นได้ชัดว่าแผนปฏิรูป ร.ฟ.ท.ที่นำเสนอนี้ ถ้าแม้ว่าจะเดินไปได้จริงก็ล่าช้าเกินไป และก็ยังหวังอะไรไม่ได้มาก หาก  ร.ฟ.ท.ไม่สามารถสร้างเอกภาพภายในองค์กรได้ ความหวังที่จะเชื้อเชิญเอกชนมาร่วมลงทุนตามแบบ “พี พี พี” นั้นคงริบหรี่เต็มที แผนปฏิรูปนี้คงเป็นแค่กระดาษ

นายหนูใหญ่ [email protected]