
เหตุเกิดที่ห้วยใหญ่
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายยังตามหลอกหลอนคนพรหมพิรามมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ชาวบ้านปัจจุบันจะไม่ร่วมรับรู้เห็นเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีต แต่ก็ต้องร่วมแบกรับความรู้สึกอันเลวร้ายนั้นด้วย
มาวันนี้เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านอายุตั้งแต่ 15 ปีไปจนถึง 25 ปี ร่วมกันหลอกล่อเด็กสาวไปรุมโทรมด้วยความคึกคะนอง รายแล้วรายเล่า
ว่ากันว่าในเหยื่อแต่ละรายมีผู้ชายเรียงคิวต่อแถวรอข่มขืน 40-50 คน
การข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดอาญา !
ยิ่งเป็นการกระทำในลักษณะรุมโทรมบทลงโทษยิ่งหนัก
เด็กหนุ่มเหล่านี้รู้ข้อกฎหมายไหม ? ถึงไม่รู้ก็ไม่สมควรกระทำ ที่สำคัญเป็นการกระทำผิดซ้ำซาก ย่ามใจและท้าทาย ไม่กริ่งเกรงตัวบทกฎหมาย
ถามว่าตำรวจรู้ไหม ? ถึงไม่รู้ก็ควรระแคะระคาย เพราะไม่ใช่ความผิดครั้งแรก เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายครา ผู้เสียหายไม่กล้ามาแจ้งความไม่เป็นไร แต่การข่าวต้องเข้าถึงและหาทางยับยั้งป้องกัน
เจ้าของกระท่อมชายป่าเองก็รู้ดี เด็กหนุ่มเหล่านี้ทำอะไรกันอยู่ แต่ข่าวนี้กลับไปไม่ถึงตำรวจ หมายความว่างานมวลชนสัมพันธ์ล้มเหลวหรือเปล่า ต้องทบทวน
คดีลักษณะนี้เสียทั้งสองฝ่าย เด็กสาวเสียพรหมจรรย์ สภาพจิตใจจะย่ำแย่สักแค่ไหนลองคิดดู ต้องใช้เวลาอีกสักเท่าไรกว่าจะเยียวยารักษาให้คืนสภาพเดิม ส่วนเด็กหนุ่มก็หมดอนาคต ยิ่งทำกันทั้งหมู่บ้านสี่สิบห้าสิบคนอย่างนี้ จะมีทรัพยากรบุคคลหลงเหลืออยู่ในชุมชนอีกหรือ
โบราณว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" ส่วนโลกยุคใหม่บอกว่า "การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ก่อนกำชัยไปกว่าครึ่ง" งานตำรวจจะเน้นแต่เชิงรับไม่ได้ ต้องเน้นมาตรการเชิงรุกให้มาก ป้องปรามไม่ให้เหตุอาชญากรรมเกิดขึ้น ดีกว่ามาไล่ตามจับกุมคนร้ายภายหลัง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นย่อมหมายถึง ความสูญเสียได้เกิดขึ้นแล้ว การจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ไม่ได้ช่วยลดความสูญเสียที่ผู้เสียหายได้รับ
เหมือนกับคดีที่ห้วยใหญ่ยังไงละครับ ที่ติติงก็เพื่ออยากให้ศึกษากรณีนี้ไว้เป็นบทเรียน อะไรคือช่องโหว่ อะไรคืออุปสรรค ที่ทำให้ไม่รู้ทั้งเขาและไม่รู้ทั้งตัวเรา ต่อไปจะได้ไม่มีคดีลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ฝากไว้ถึงตำรวจทุกคนทุกท้องที่ด้วยครับ
พรหมจรรย์และอนาคตไม่ใช่สิ่งที่จะยอมเสียให้ใครได้ง่ายๆ โดยเฉพาะความคึกคะนองและความไม่เท่าทันโลกของวัยรุ่น !?!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



