ข่าว

โศกนาฏกรรม ร.ฟ.ท. (3)

โศกนาฏกรรม ร.ฟ.ท. (3)

13 พ.ย. 2552

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่า สหภาพฯ การรถไฟ ได้พยายามหลายต่อหลายครั้งสร้างอำนาจการต่อรองทางการเมือง(ใหม่)

โดยการจับประชาชนเป็นตัวประกัน สะท้อนให้เห็นภาพของความขัดแย้งที่ฝังรากลึกยากที่จะประสานของกลุ่มต่างๆ ที่ร่วมตั้งรัฐบาล ที่ต่างฝ่ายต่างทำทุกวิถีทางเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกเพื่อนพ้องเป็นที่ตั้ง โดยไม่สนใจว่าประชาชนส่วนใหญ่จะต้องตกระกำลำบากกันอย่างไร

 แต่มีประเด็นที่น่าสนใจครับ การนัดหยุดงานในครั้งที่เพิ่งผ่านไปนี้ไม่เหมือนกับหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ กลับมีท่าทีแข็งกร้าวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนต่อ สหภาพฯ การรถไฟ ได้สั่งดำเนินการทางกฎหมายอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม ประหนึ่งว่ามองไม่เห็นเงาของบรรดา มวลชนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันในนามกลุ่มคน “เสื้อเหลือง” อีกทั้ง ท่าทีที่แข็งกร้าวของ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม หนึ่งในตัวแทนของคน “เสื้อน้ำเงิน” สะท้อนให้การซ้ำเติมในยามที่ “เสื้อเหลือง” เพลี่ยงพล้ำในเกมการเมือง

 จะว่าไปแล้วการกระทำความผิดที่หยุดขบวนรถไฟกลางทางแล้วให้ผู้โดยสารลง การกระทำเช่นนี้มีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนระบุไว้อย่างชัดเจนให้ลงโทษผู้กระทำผิดทางวินัยอย่างไม่สามารถรอมชอมยอมความกันได้ แต่ถ้ามีการยอมความไม่เอาโทษในครั้งนี้ ฟันธงลงไปได้เลยว่าในวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ก็อาจจะมีการปิดขบวนรถไฟ “แอร์พอร์ตลิงก์” หากผลประโยชน์ไม่สามารถตกลงได้ลงตัวก็คงจะมีปัญหาอีกไม่รู้จบรู้สิ้นครับ

 ลึกๆ ผมรู้สึกเสียดายเงินภาษีประชาชนที่ได้จ่ายเป็นเงินเดือน รวมไปถึงค่าสวัสดิการอื่นๆ แต่พนักงานรถไฟบางคนกลับทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และไร้ความรับผิดชอบ ขาดจิตสำนึกในการให้บริการประชาชน หากยังเล่นเอาล้อเอาเถิดกันแบบนี้ สุดท้ายบรรดาชาวบ้านร้านตลาดทั่วประเทศก็จะเกิดวิกฤติศรัทธา หมดความอดทนต่อพฤติกรรมและความไม่รับผิดชอบของพนักงานรถไฟ ที่พอคิดอะไรไม่ออกก็เอาประชาชนเป็นตัวประกัน กลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ใช้ในการต่อรองร่ำไป

 ผมจึงอยากที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลในชุดปัจจุบันที่ได้มาเป็นรัฐบาลด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ ต้องจัดการกับพนักงานที่กระทำความผิด โดยไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหน หรือได้รับการสนับสนุนจากการเมืองฝ่ายใด ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมให้ทุกฝ่าย “ยุติในธรรม” ให้จงได้ มิฉะนั้นบ้านเมืองก็จะสับสนวุ่นวายเสียหายมากไปกว่านี้ อีกทั้งยังควรที่จะถือเอา วิกฤตินี้เป็นโอกาส เป็นมหาฤกษ์ในการเริ่มต้นที่จะทำการปฏิรูปปรับปรุงและฟื้นฟูกิจการรถไฟไทยยกเครื่องใหม่กันเสียที ถึงเวลาแล้วครับที่หน่วยงานของรัฐบาลที่รับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ในช่วงสถานการณ์ที่กำลังสุกงอมเต็มที่ ร.ฟ.ท.กำลังอยู่ในอาการโคม่า หากไม่ได้รับการเยียวยาผ่าตัดอย่างเร่งด่วนอาจจะสายเกินแก้ไม่ทันการ 

 สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับท่าน นายกฯ และคณะรัฐมนตรีที่มีหน้าที่รับผิดชอบ นั่นแหละครับ ว่าจะมีความกล้าหาญชาญชัยและมีสติปัญญาความรู้ความสามารถทำได้หรือเปล่า ที่ท่านนายกฯ เคยขายฝันเอาไว้ที่จะเห็นเศรษฐกิจ “ไทยเข้มแข็ง” รัฐวิสาหกิจอย่างกิจการรถไฟ ซึ่งเปรียบได้กับกระดูกสันหลังของระบบ “โลจิสติกส์” ที่สำคัญที่สุดระบบหนึ่งของประเทศ ยังอยู่ในสภาพตกต่ำย่ำแย่ขนาดนี้ เศรษฐกิจไทยเห็นจะ “แข็ง” ไม่จริงครับ 

 เมื่อประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ระวังให้ดีนะครับหากยังสนุกกับการเล่นเกม “ปากว่า ตาขยิบ” ประสานประโยชน์แก่พรรคพวกเพื่อนพ้องแบบนี้ คงอีกไม่นานเกินรอหรอกครับ คนที่ลาพักร้อน พักผ่อนอยู่ “ดูไบ” และกำลังเทียวไปเทียวมาเป็นที่ปรึกษาแถว “พนมเปญ” ก็คงจะได้กลับบ้านไวกว่าที่ท่านคิดไว้ แล้วอะไรต่อมิอะไรก็คงจะสับสน วุ่นวาย ยากเกินที่จะคาดเดาได้ครับ