ข่าว

หอการค้าไทยเตรียมถก7ยุทธศาสตร์ชงรัฐบาล

หอการค้าไทยเตรียมถก7ยุทธศาสตร์ชงรัฐบาล

11 พ.ย. 2552

หอการค้าไทย เตรียมถก 7 ยุทธศาสตร์ในการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 ที่เชียงใหม่ ชงรัฐบาลบรรจุเป็นวาระพัฒนาประเทศหวังสร้างมิติใหม่ พร้อมเสนอรัฐบาลบรรจุแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ประเทศ ด้านหอการค้าเชียงใหม่ ดันรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ หนุ

 นายไพรัช บูรพชัยศรี กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า   การจัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 27 ที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 27 - 29 พ.ย.2552 นี้  นอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจ.เชียงใหม่และใกล้เคียง ในการสัมมนาจะมีการระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า  หอการค้าในฐานะเป็นองค์กรภาคเอกชนทีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงต้องมาระดมความคิดเห็นเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งเดิมถูกกำหนดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์  แต่ครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นจากภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดมิติใหม่

 ทั้งนี้สาระสำคัญที่จะหยิบยกมาหารือในการสัมมนาครั้งนี้ มีทั้งหมด 7 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ยุทธศาสตร์ธุรกิจสิ่งทอ-แฟชั่น ยุทธศาสตร์อัญมณีและเครื่องประดับ ยุทธศาสตร์ภาคเกษตรและอาหาร ยุทธศาสตร์สุขภาพ ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน และยุทธศาสตร์การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

 นอกจากนี้การสัมมนาจะหยิบยกประเด็นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศมาหารือด้วย  เพราะถือเป็นวาระสำคัญของประเทศ  สอดคล้องกับจ.เชียงใหม่ที่กำลังผลักดันเรื่องระบบรถไฟรางคู่ความเร็วสูง  เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์สูงกว่า 19% การทำให้ต้นทุนดังล่าวลดได้ทุกๆ 1% จะช่วยลดต้นทุนได้ถึง 1.2 แสนล้านบาท เราจึงมีเป้าหมายพยายามลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก19% ให้เหลือต่ำกว่า 10% เทียบเท่ากับประเทศคู่แข่งในตลาด

 นายณรงค์ คองประเสริฐ ประธานหอการค้าจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า  หอการค้าฯในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.)จ.เชียงใหม่จะผลักดันโครงการรถไฟรางคู่ความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ เข้าสู่ที่การสัมมนา เพื่อให้รัฐบาลบรรจุวาระดังกล่าวเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศ  

 นอกจากนี้จะเสนอรัฐบาลพิจารณาวาระเกี่ยวกับศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ ที่ล่าสุดเซ็นสัญญาและเตรียมก่อสร้างต้นเดือน ธ.ค.นี้ กำหนดแล้วเสร็จในปี 2554 โดยจะเสนอผลักดันให้รัฐบาลอนุมัติงบประมาณเกี่ยวกับระบบพื้นฐานของศูนย์ประชุม คือ เครื่องเสียงและอุปกรณ์ซึ่งต้องใชงบอีกกว่า 600 ล้านบาทในการจัดซื้อ จึงต้องนำเสนอประเด็นนี้ให้รัฐบาลทราบเพื่อต่อยอดให้ศูนย์ประชุมฯมีความพร้อมเมื่อเปิดดำเนินการ

 หอการค้าฯยังเตรียมเสนอการพัฒนายกระดับจุดผ่อนปรนชั่วคราวกิ่วผาวอก บ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ให้เป็นด่านถาวรเช่นเดียวกับด่านศุลกากรแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย  ซึ่งจะส่งผลให้จ.เชียงใหม่มีมูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 4 พันล้านบาท จากเดิมจุดผ่อนปรนดังกล่าวมีมูลค่าการค้าเพียงปีละ 50 ล้านบาทเท่านั้น  แต่ศักยภาพพื้นที่และความต้องการสินค้าของประชาชนตามแนวชายแดนด้านกิ่วผาวอกมีสูงมากทั้งสิ้นค้าอุปโภค -บริโภค ฯลฯ

 "เชียงใหม่มีแนวชายแดนติดประเทศเพื่อนบ้านแต่ยังใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวน้อยมาก โดยเฉพาะกิ่วผาวอก มีระยะทางห่างจากเมืองตองกี รัฐฉาน ประเทศพม่าเพียง 300 กม.เท่านั้น  ใกล้กว่าเดินทางผ่านอ.แม่สายมาก หากได้รับการพัฒนาและยกระดับเป็นด่านถาวรจะสามารถเชื่อมต่อไปยังบังคลาเทศได้ด้วย"นายณรงค์กล่าว

 นายณรงค์ กล่าวอีกว่า   หอการค้าฯจะนำเสนอเรื่องการเชื่อมโยงเส้นทางการบินมาสู่จ.เชียงใหม่ต่อรัฐบาลด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาสายการบินหลายประเทศ เช่น สิบสองปันนา บังคลาเทศ ฯลฯ แสดงความสนใจจะบินเชื่อมจ.เชียงใหม่แต่ยังติดเงื่อนไขเรื่องสิทธิการบิน โดยจะผลักดันให้รัฐบาลเจรจากับสายการบินไทยให้ผ่อนปรนเงื่อนไข หรือเปิดเจรจากับสายการบินต่างชาติเพื่อร่วมกันขยายเส้นทางการบิน