
ประชาพิจารณ์ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลนักธุรกิจต้าน
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับอุตสาหกรรม จ.สกลนคร จัดประชาพิจารณ์เตรียมตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่พร้อมรับฟังความคิดเห็นก่อนดำเนินการก่อสร้างนำร่องในพื้นที่ จ.สกลนคร ด้านนักธุรกิจต้านหวั่นป่าภูพานหาย
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องหนองหารหลวง โรงแรมอิมพีเรียล จ.สกลนคร นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ ผู้ว่าราชการ จ.สกลนคร เป็นประธานเปิดการสัมมนา โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม กับการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งดำเนินการโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสกลนคร
ทั้งนี้สืบเนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของการนำวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร มาเป็นพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยนำเทคโนโลยี และเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ พร้อมกันนี้ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการส่งเสริมให้ชุมชนนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
นายสมบัติ กล่าวว่า สกลนคร จะได้เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดตั้งโรงผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม เพราะพื้นที่ จ.สกลนคร เป็นพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด มีวัตถุดิบอยู่อย่างเพียงพอ ซึ่งก่อนนี้ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ และภายหลังจากมีโครงการจัดตั้งโรงผลิตไฟฟ้าชีวมวลแล้วจะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่นำเอาวัสดุเหลือใช้เหล่านั้นไปทิ้งโดยไม่เกิดประโยชน์ เช่น การเผาทำลาย ซึ่งจะก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
"หากสามารถดำเนินการเปิดโรงผลิตไฟฟ้าชีวมวล จะส่งผลดีต่อภาพรวมของจังหวัดอย่างแน่นอน โดยวัสดุที่นำมาใช้ อาทิ เปลือกไม้ แกลบ ซังข้าวโพด กากอ้อย มาป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงผลิตกระแสไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม อันจะเป็นการเพิ่มมูลค้าสินค้าเกษตร และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยใช้พื้นที่ จ.สกลนคร เป็นจังหวัดนำร่อง"
ทางด้าน นายเฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส.สกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประสานงานในการจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวล กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดเตรียมสถานที่ในการก่อตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลนำร่องแห่งแรกที่ ต.พังขว้าง อ.เมืองสกลนคร และจะขยายออกไปถึง 4 แห่งในอนาคต โดยการก่อตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้น ขอยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบทั้งทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะนำเอาพลังงานเหลือใช้ที่เป็นเศษของพืชผลทางการเกษตรมาใช้ในการผลิตกระแสไฟ ซึ่งนอกจากจะลดด้านค่าใช้จ่ายแล้ว ยังทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้แก่ชุมชนด้วย และในอนาคตอาจจะมีการขยายโรงงานไฟฟ้าชีวมวลออกไปทั่วประเทศ เพราะเป็นโรงงานขนาดเล็ด กำลังผลิต 1 เมกกะวัตต์ ใช้งบประมาณแห่งละ 60 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีเป้าหมายตั้งโรงไฟฟ้าดังกล่าว 40-50 แห่ง
ในขณะที่ นายจักรพงษ์ ตงศิริ นักธุรกิจและอดีตนักการเมือง ใน จ.สกลนคร เปิดเผยว่า สำหรับการตั้งโรงงานไฟฟ้าชีวมวลก็เป็นความคิดที่ดี แต่ก็น่าเป็นห่วงสำหรับเชื้อเพลิงที่นำมาใช้หรือใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิง เพราะเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีคนนำเงินไปซื้อไม้เป็นจำนวนมาก และการทำโรงงานชีวมวลนี้ ทางโรงงานมีการเตรียมปลูกต้นไม้ล่วงหน้าหรือยัง มีการปลูกต้นใม้ไว้แล้วกี่พันต้น พื้นที่เท่าใด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าหากมีการบุกทำลายป่าทางโรงงานของเราก็ต้องทราบ ที่สำคัญหากป่าหมดสมุนไพรภูมิปัญญาพื้นบ้านจะหายไป อยากจะให้โรงงานคิดให้ดีเรื่องการปลูกป่าทดแทนก่อน ต้องเตรียมการณ์ล่วงหน้าไม่ใช่ทำป่าเราเสียหายแล้วมาคิดมันไม่ถูก
“สำหรับการทำโรงงานนั้นเห็นว่าดีแต่เรื่องการเตรียมการเรื่องการปลูกป่าทดแทน ถ้าหากไม่มีการปลูกล่วงหน้าผมว่าอย่าเพิ่งตั้งดีกว่าเพราะเสียดายป่าธรรมชาติ ผมว่าน่าจะมีเวทีให้ประชาชนได้ไปพูดคุยกันบ้าง หาผู้ที่มีความรู้มาพูดคุยกันประชาพิจารณ์ว่าอย่าพึงทำเลย ให้ประชาชนที่มีส่วนร่วมจริงๆ มาพูดคุยกัน ยกตัวอย่างเป็นนักการเมืองที่มีเงินเกณฑ์ประชาชนมาลงคะแนน ถ้าเรารู้ช้าเกินไปผลเสียหายก็จะตามมา ผมคิดว่าสกลนคร ซึ่งอยู่ใกล้กับ สปป.ลาว ซึ่งมีไฟฟ้าขาย และเขต จ.สกลนคร การใช้ไฟฟ้าปริมาณยังน้อยอยู่ เพราะไม่ใช่จังหวัดอุตสาหกรรม"



