ข่าว

กต.แจงกัมพูชา"ทักษิณ"นักโทษอาญา

กต.แจงกัมพูชา"ทักษิณ"นักโทษอาญา

11 พ.ย. 2552

บัวแก้ว ส่งหนังสือชี้แจงกัมพูชา ย้ำสถานะ"ทักษิณ"เป็นนักโทษอาญา ด้าน"อภิสิทธิ์" สั่งกต.ทำหนังสือยืนยันกลับไปอีกครั้ง ก่อนทบทวนความร่วมมือเพิ่ม ขณะที่นแม่ทัพภาค 2 เผย “แม้ว”ลักลอบเข้าไทยตามแนวชายแดน ไม่น่าเป็นไปได้

(11พ.ย.) นายพนิช วิกิตเศรษฐ ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศของไทย กล่าวยอมรับว่า ได้รับหนังสือแจ้งจาก ก.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาแล้วว่า จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน โดยกัมพูชาให้เหตุผลว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีการเมืองไม่ใช่คดีอาญา
 
 ดังนั้นในส่วนของไทยคงต้องหารือกันระดับรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อประเมินท่าทีกัมพูชาตอบกลับมา และเบื้องต้นต้องทำหนังสือ ยืนยันกลับไปทางกัมพูชาอีกครั้ง เพื่อย้ำว่า คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคดีอาญา ไม่ใช่คดีการเมือง เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาชัดเจนว่า เป็นเรื่องของการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่

 อย่างไรก็ตาม ก.ต่างประเทศ ยังไม่มีแนวคิดที่จะเสนอให้ปิดด่านชายแดน หรือ เพิ่มมาตรการกดดันไปยังกัมพูชา เพราะต้องรอดูท่าทีของกัมพูชาหลังจากส่งหนังสือย้ำไปอีกครั้งก่อน

บัวแก้วระบุการตอบโต้กัมพูชาต้องรอบคอบ

นางสาววิมล คิดชอบ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ติดสถานการณ์เกี่ยวกับการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในประเทศกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเห็นว่าอยู่ในความสนใจของประชาชน ส่วนฝ่ายไทยจะดำเนินการต่อไปอย่างไรต่อไป ภายหลังที่กัมพูชาได้มีหนังสือตอบปฏิเสธว่า จะไม่ส่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย นั้น หน่วยงานด้านกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศกำลังพิจารณาดำเนินภายใต้หลักการและเหตุผลอย่างรอบคอบ รอบด้าน ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายกับกระทรวงการต่างประเทศว่า การดำเนินการใดๆ จะต้องไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของสองประเทศ

 “การดำเนินการของไทย จะต้องไม่นำเวลามาเป็นเงื่อนไข แม้ฝ่ายไทยรู้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในกัมพูชาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการภายใต้กรอบกติกาที่ถูกต้อง และทำอย่างเต็มที่ในช่องทางที่มีอยู่ ทั้งนี้ ท่ามกลางสภาวะไม่ปกติระหว่างไทยกับกัมพูชา ยอมรับว่า ฝ่ายไทยมีความกังวลไม่ให้บรรยากาศความสัมพันธ์และภาพลักษณ์ของประเทศล่าถอยไปกว่านี้ แต่ขอให้มั่นใจว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยจะยังไม่พิจารณาปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด ” นางสาววิมล กล่าว

 ต่อข้อถามว่า เมื่อมีการตีความการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ภายใต้สนธิสัญญาฯ ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่แตกต่างกัน จะทำให้เรื่องนี้มีข้อสรุปอย่างไร นางสาววิมล กล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศได้พยายามใช้ช่องทางที่มีอยู่ในขณะนี้เจรจาอย่างเต็มที่ โดยในสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ข้อ 21 ระบุว่า การระงับข้อพิพาทใด ที่เกิดขึ้นจากการใช้หรือการตีความสนธิสัญญานี้ ให้ระงับโดบการปรึกษาหารือ หรือการเจรจาของไทยกับกัมพูชา

 อย่างไรก็ตาม นางสาววิมล กล่าวว่า ตราบใดที่กัมพูชาและไทยจะสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งอุปทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ยังสามารถเดินเข้าไปชี้แจงให้กับรัฐบาลกัมพูชาได้รับทราบ และส่งหนังสือไปถึงรัฐบาลกัมพูชาได้ ก็ยังถือว่า เป็นประตูที่นำไปการเจรจาตกลงให้มีการดำเนินการภายใต้สนธิสัญญาฯ ดังกล่าวได้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "นายกฯ"ชี้กัมพูชาไม่ยึดหลักสากล ปัญหาผู้ร้ายข้ามแดน

 เมื่อเวลา 12.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายพีรพันธุ์ สารีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าหารือในเรื่องนี้ที่ห้องรับรองนายกรัฐมนตรี ชั้นสอง อาคารรัฐสภา 1 และเมื่อเวลา12.45 น.นายสมศักดิ์ สุริยวงศ์ อธิบดีกรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบนายอภิสิทธิ์และร่วมประชุมด้วย

 ต่อมาเมื่อเวลา 13.35 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลกัมพูชายืนยันไม่ส่งตัวอดีตนายกฯให้ประเทศไทย ว่า ขณะนี้เมื่อกัมพูชาทำหนังสือตอบกลับมาแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะส่งหนังสือฉบับนี้ให้สำนักงานอัยการสูงสุดไปตรวจสอบข้อกฎหมายต่างๆ และเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่กัมพูชาไม่ปฏิบัติตามหลักสากล มันจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องทบทวนโครงการความร่วมมือต่างๆเพิ่มเติมหลังจากที่มีมติครม.ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 พ.ย. โดยกระทรวงการต่างประเทศจะรวบรวมโครงการความร่วมมือด้านต่างๆ และยังจะใช้แนวทางเดิม คือ จะไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงและไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่มี และไม่ปิด แต่จะเข้มงวดกับคนไทยที่ไปเล่นการพนันเพราะจริงๆแล้วปล่อยปะละเลยกันมานานแล้ว เมื่อถามว่า กัมพูชาให้คำตอบกับรัฐบาลไทยมาอย่างรวดเร็วแบบนี้คล้ายว่าเป็นการบีบและพร้อมยกระดับที่จะนำไปสู่กระบวนการทางทหาร นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าตอนนี้ไม่มีประเด็นทางการทหาร และกัมพูชาได้พูดคุยว่าจะถอนทหารออกจากชายแดน ตนได้หารือกับกองทัพมาตลอดว่า ไม่มีความประสงค์ให้เกิดความรุนแรง อดีตนายกฯน่าจะรู้ว่าเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับสองประเทศ มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกว่าความพยายามรักษาผลประโยชน์ของตัวเองแบบไม่มีที่สิ้นสุด ตนขอเรียนว่าหลายเรื่องที่อดีตนายกฯดำเนินการมาใน 2 - 3 วันนี้ ได้สร้างความกระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทย

 เมื่อถามว่า ล่าสุดอดีตนายกฯระบุว่าจะเป็นกาวใจให้สองประเทศคืนดีกัน นายกฯ กล่าวว่า ”เป็นคนสร้างปัญหาไว้ จะทำอะไรต่อก็ต้องคิดอยู่แล้ว ผมบอกได้ว่าสิ่งที่กระทำไปนั้น คนไทยคนอื่นเขาไม่กระทำกันหรอก” เมื่อถามว่าเป็นห่วงคำพูดของนายกฯกัมพูชาที่แข็งกร้าวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่หรอก เป็นการแสดงจุดยืนและท่าที โดยต้องว่ากันไป แต่รัฐบาลไทยต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศเป็นไปอย่างปกติ การแสดงจุดยืนทางการเมืองที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม รวมทั้งไม่สอดคล้องกับหลักสากลนั้น จำเป็นต้องมีมาตรการดำเนินการ

 เมื่อถามต่อว่า นายกฯกัมพูชาอ้างว่าไม่ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณให้ประเทศไทย เพราะไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของไทย นายกฯกล่าวว่า เป็นสิ่งที่อ้างไว้เป็นเหตุผล และเป็นสิ่งที่คลาดเคลื่อน ตนคิดว่าผู้ที่ติดตามข่าวนี้ย่อมรู้ว่าลักษณะถ้อยคำและข้อมูลแบบนี้นั้นมาจากไหน ฉะนั้นต้องดำเนินการให้เกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามว่า นายกฯกัมพูชาพาดพิงหลายหน่วยงานของไทยรวมทั้งนายกฯด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เรียนไปแล้วว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และมีคนที่ผมไม่อยากจะคิดว่าเป็นคนไทยที่ไปยุให้เกิดปัญหาขึ้น ผมได้รับรายงานมาตลอดว่ากัมพูชาพูดว่าไทยจะไปดำเนินการหลายเรื่อง ทั้งๆที่ไทยไม่เคยพูดและคิดจะกระทำเลย ”

 เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่าสมเด็จฮุนเซนได้รับข้อมูลคลาดเคลื่อน แต่ตอนนี้นายกฯกัมพูชาคล้ายว่ามีเจตนารับข้อมูลคลาดเคลื่อนนั้นๆ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ”ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเจตนา แต่ทางนั้นใช้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน คำถามคือทำไมต้องมีคนที่ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนเพื่อไปสร้างปัญหาด้านความสัมพันธ์ของสองประเทศ”

 เมื่อถามต่อไปว่า ตอนนี้คล้ายว่าช่องทางการทางทูตของสองประเทศลดลง นายกฯ กล่าวว่า “เราต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และยึดมาตรฐานสากล โดยจะกระทำทุกอย่างด้วยความนุ่มนวล แต่มีความเข้มแข็งด้านจุดยืน” เมื่อถามว่าไทยยึดหลักสากล แต่กัมพูชาไม่ยึดหลักการนี้จะกระทำเช่นใด นายกฯกล่าวว่า “ ผมจึงบอกไปว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ซึ่งกัมพูชาไม่ยึดหลักสากลนี้ แต่ไทยต้องเดินหน้าแสดงจุดยืนนี้ต่อไป ”

 เมื่อถามว่า สุดท้ายเเล้วเรื่องนี้จะทำให้ไทยตัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับกัมพูชาหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “อย่าเพิ่งพูดอะไรล่วงหน้าไปมาก เหตุการณ์อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้อีก แต่ไทยต้องหนักแน่นในจุดยืน ตนจะดูแลให้ทุกอย่างมีความระมัดระวัง ไม่ให้กระทบกระเทือนประชาชน ”

 เมื่อถามต่อไปว่า จะยกระดับปัญหานี้เป็นปัญหาระดับอาเซียนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะไม่ให้เรื่องนี้กระทบงานของอาเซียน ยืนยันตอนนี้เรื่องนี้เป็นปัญหาของสองประเทศที่ต้องพูดคุยกันให้ได้ เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะนำไปสู่การประชุมอาเซียน-สหรัฐอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่สิงคโปร์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงไม่มีปัญหา ตนมอบให้กระทรวงการต่างประเทศยืนยันไปว่าจะดูแลการประชุมให้มีความเรียบร้อย

 เมื่อถามว่า จะดำเนินการอย่างไร นายกฯกล่าวว่า ด้านสนธิสัญญานั้น ขั้นตอนต่างๆใกล้จบแล้ว เรียนไปแล้วว่าต้องทบทวนความร่วมมือและโครงการ เมื่อถามว่า ได้เห็นภาพและข่าวการต้อนรับอดีตนายกฯที่กัมพูชาแล้วหรือไม่ และมีความรู้สึกอย่างไร นายกฯกล่าวว่า “ไม่รู้สึกอะไร หากจะมีคำถามนั้น ต้องถามว่าอดีตนายกฯไปกระทำอะไร”

 เมื่อถามว่า สถานการณ์ละเอียดอ่อนเช่นนี้จะก่อให้เกิดกระแสคลั่งชาติและชาตินิยมที่อาจควบคุมไม่ได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนจึงใช้แนวทางและสื่อสารตลอดเวลาว่าปัญหานี้ประชาชนต้องเข้าใจว่าไม่ควรจะนำมาเป็นปัญหาระหว่างประชาชนไทย-กัมพูชา รัฐบาลยืนยันจะแก้ปัญหาตามแนวทางที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ และเป็นสิ่งที่น่าเสียใจว่าประชาชนของประเทศไทยเสียเองที่ไปสร้างปัญหาเอาไว้

 เมื่อถามว่า วันที่15พ.ย. กลุ่มพันธมิตรฯจะชุมนุมคัดค้านรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องนี้ นายกฯกล่าวว่า ขอให้ชุมนุมอย่างสงบและอย่าทำอะไรให้ลุกลามบานปลายในด้านความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง เมื่อถามว่า กังวลว่ามือที่สามจะเข้าไปสร้างความรุนแรงในการชุมนุมครั้งนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯต้องรับผิดชอบการเคลื่อนไหวต่างๆ ตนยืนยันว่าไม่อยากเห็นความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ความรุนแรง และอยากให้ตอนนี้คนไทยสามัคคี ยึดประโยชน์รวมทั้งศักดิ์ศรีของประเทศ รัฐบาลจะกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด ฉะนั้นขอให้คนไทยหนักแน่นและสามัคคีกัน

 เมื่อถามต่อว่า หลายฝ่าย อาทิ สมเด็จฮุนเซน กลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯเสนอให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อแก้ปัญหา นายกฯหัวเราะ และถามว่า ” หลายฝ่ายหรือ เห็นอยู่เพียงฝ่ายเดียวคือฝ่ายเดิมแหละครับ ” เมื่อถามว่า พลเอกชวลิตระบุว่าหากไม่ยุบสภาจะเกิดเหตุใหญ่ นายกฯ กล่าวว่า ” ผมนึกว่าท่านเข้ามาเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และความปรองดอง เสร็จแล้วเดินทางไปต่างประเทศเพียงครั้งเดียวก็นำมาซึ่งปัญหาระหว่างสองประเทศ และทำให้มีบรรยายกาศความขัดแย้งกัน น่าจะทบทวนนะครับ หากจะทำงานการเมืองกันน่าจะยึดความสงบเรียบร้อย ผลประโยชน์และศักดิ์ศรีประเทศชาติ ”

 เมื่อถามว่า จะเกิดเหตุการณ์แบบใดแบบหนึ่งขึ้นมาหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแล และจะไม่ให้เกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้น โดยตนกำชับหน่วยงานทุกฝ่ายระมัดระวังเรื่องนี้เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทั้งด้านการแสดงออกและการกระทำใดๆเพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของคนที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

 เมื่อถามว่าฝ่ายความมั่นคงรายงานความคืบหน้าการติดตามการให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯต่อนสพ.ไทม์ส ออนไลน์ ประเทศอังกฤษบ้างหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เข้าใจว่านสพ.นี้จะส่งเทปบันทึกการสัมภาษณ์ ส่วนความเห็นด้านกฎหมายนั้นตนไม่ขอพูด และจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไป

พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาค 2 กล่าวที่จังหวัดนครราชสีมา ถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และผู้บัง คับบัญชาทหารระดับสูง เดินทางลงพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2552 ที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารสูงสุด เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารี เพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ที่เป็นอยู่ พร้อมมอบนโยบายในการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยไม่ห่วงเรื่องของสถานการณ์มากนัก เนื่องจากได้รับทราบว่าสถานการณ์ในพื้นที่กองทัพภาค 2 รับผิดชอบนั้นสถานการณ์โดยทั่วไปยังอยู่ในสภาวะปกติ แต่เน้นย้ำเรื่องของนโยบายทางการฑูตที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ก็ขอให้เป็นหน้าที่รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศดำเนินการไปตามขั้นตอน

 แต่ระดับพื้นที่ก็ขอให้รักษาสัมพันธภาพอันดีระหว่างกันให้คงไว้ไห้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนเรื่องของกระแสข่าวลือการปิดด่านชายแดน ไทย-กัมพูชานั้น ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ให้นโยบายไว้ว่า ขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงประชาชน 2 ประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะความสัมพันธ์การไปมาหาสู่กันหรือว่าการค้าขาย ก็ขอให้เป็นไปตามปกติ เพราะฉะนั้นนโยบายการปิดด่านหรือช่องผ่านแดนต่างๆนั้น ยืนยันว่าตอนนี้รัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่จะทำการปิดอย่างแน่นอน

 ส่วนความกังวลของประชาชนต่อกระแสข่าวลือถึงการปิดพรมแดนนั้น พลโทวีร์วลิต กล่าวว่า ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่จะเป็นสิ่งที่น่าวิตกหรือเป็นกังวล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางกองทัพก็ได้ลงพื้นที่ชี้แจงถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตามแนวชายแดนได้รับทราบถึงความถูกต้องของสถานการณ์ที่เป็นอยู่มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นประชาชนในส่วนนี้ก็ยังอยู่ในภาวะปกติและไม่มีความวิตกต่อสถานการณ์ใดๆ แต่อาจจะมีบางส่วนที่ยังไม่เข้าใจหรืออาจจะยังไม่ได้รับทราบข่าวสารข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพภาคที่ 2 ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ลงไปทำความเข้าใจชี้แจงให้กับประชาชนกลุ่มนั้นแล้ว

 ในส่วนการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน นั้นส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้มีความหนักใจมากนัก แต่วอนสื่อมวลชนที่เสนอข่าวขอให้รายงานตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่อย่าได้ไปตัดตอนหรือจับเฉพาะประเด็นใดๆที่จะก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันของสองประเทศ จนก่อให้เกิดความหวาดระแวง หรือทำให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย

 ผู้สื่อข่าวถามถึงว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจใช้เส้นทางตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลบเข้าไทย พลโทวีร์วลิต  ตอบว่า ยังไม่ได้รับรายงานใดๆ แต่โดยส่วนตัว คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่น่าใช้วิธีนี้หลบเข้าประเทศ การเข้าออกก็คงจะต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามบริเวณเส้นทางแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพได้ตรึงกำลัง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนที่รับผิดชอบไว้อยู่แล้ว

 ส่วนกรณีที่ พลเอกเจีย ดารา รองผบ.สส.กัมพูชา ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกัมพูชาว่าในการพบปะหารือร่วมกันเมื่อ 6 พ.ย. แม่ทัพภาค 2 ของไทยถึงกับกล่าววิงวอนเพราะไม่อยากให้เกิดการสู้รบกันนั้น พลโทวีร์วลิต  กล่าวว่า ข้อเท็จจริงวันนั้นได้มีการพูดคุยจริง และทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็นพ้องกันว่า การสู้รบจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้ง 2 ฝ่าย เพราะฉะนั้นเราควรต้องใช้ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็เท่านั้น ไม่ใช่ว่าตนจะวิงวอนขอร้องอะไร ข่าวที่ออกมาเป็นเพียงแค่ข้อความที่สื่อ ไปพูดกันเอง ยืนยันว่า 2 ฝ่ายมีความเห็นพ้องต้องกันถึงแนวทางที่ไม่ต้องการให้เกิดการสู้รบ ไม่ใช่เป็นการวิงวอนขอใคร

 ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ตนต่อสายโทรศัพท์ไปขอโทษกัมพูชา เรื่องที่มีการเสนอข่าวว่า แม่ทัพภาค 2 ลั่นหากรบไทยต้องชนะ  แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า ไม่ใช่การโทรศัพท์ไปขอโทษ แต่เป็นการติดต่อเพื่อขอคำยืนยันว่า ทางกัมพูชายังยึดถือคำพูดที่เคยตกลงกันไว้ อย่าเชื่อคำพูดของสื่อเท่านั้น ไม่ได้เป็นการกล่าวขอโทษฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าขอให้เข้าใจในสิ่งที่เคยพูดตกลงกันไว้ เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ให้ยึดถือตามนั้น

 ส่วนสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ทุกอย่างยังปกติ ทหารทั้ง 2 ฝ่ายยังตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ไม่มีการถอนหรือเพิ่มกำลังแต่อย่างใด มีเพียงแค่การสับเปลี่ยนกำลังเพื่อให้ทหารที่อยู่ประจำตามแนวชายแดนได้พักผ่อนเท่านั้น