
"รักชาติ-คว่ำบาตร" ขบวนการทักษิณ
เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ภายหลังจาก "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" พลาดท่าเสียทีจากการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ "เดอะ ไทม์ส ออนไลน์"
บรรยากาศจากฝั่ง "นักโทษชายทักษิณ" เรียกได้ว่าพล่านกันตลอดวัน
ไม่ว่าจะเป็น ลิ่วล้อ "หัวขวด" ตัวแทนเสื้อแดง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่เว้นกระทั่ง อดีตกุนซือจากบ้านเลขที่ 111 ต่างแย่งซีนกันออกมาปกป้อง "นายใหญ่" กันให้วุ่นวายไปหมด
เพราะถือเป็นโอกาสดีที่จะ "ซื้อใจ" นาย ในยามคับขัน
จึงไม่แปลกที่จะได้ยินได้ฟัง "คำแก้ต่าง" ที่นอกจากฟังไม่ขึ้นแล้ว ยังมีลักษณะ "เอาสีข้างเขาถู" ซะมาก
โทรโข่งประจำพรรค อย่าง "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ถึงกับแสดงท่าทีเย้ยรัฐบาลว่าในวันที่ 11 พฤศจิกายน ตนและ ส.ส.พรรคอีกจำนวนหนึ่งจะข้ามพรมแดนไปให้กำลังใจ "นายใหญ่" ถึงที่ พร้อมกับท้าทายให้รัฐบาลไทยไปจับตัว "นักโทษชายทักษิณ" กลับมาให้ได้
มิหนำซ้ำยังพ่นน้ำลายออกทะเลไปถึงขั้นยกวีรกรรม "นักโทษชายทักษิณ" เทียบชั้น "พระนเรศวร" ทั้งที่เป็นคนละเรื่อง
“ท่านทักษิณไปกัมพูชาเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย แต่กลับถูกมองในแง่ร้ายว่าเป็นการขายชาติ ทรยศชาติบ้าง ทั้งที่ถ้าไปดูประวัติศาสตร์จะเห็นว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ท่านก็เคยถูกจับไปเป็นเชลยของพม่าก็ยังสามารถกลับมากอบกู้เอกราชได้เลย ทำไมไม่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะทำอย่างนั้นได้บ้าง"
แม้แต่คนที่เคยเป็นระดับครูบาอาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็ยังแถออกมาประหนึ่งว่า อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ยังไงยังงั้น
"พีรพันธุ์ พาลุสุข" ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ถึงกับมีความเข้าใจไปได้ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศ "กษิต ภิรมย์" บิดเบือนข้อมูลที่ไปกล่าวหา "นักโทษชายทักษิณ" ว่าให้สัมภาษณ์พาดพิงสถาบัน
"เข้าใจว่า นายกษิตอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง อย่างไรก็ตามผมเห็นว่านายกษิต พยายามที่จะไล่จับ พ.ต.ท.ทักษิณ มาโดยตลอด จึงเห็นว่านายกษิตนำกรณีดังกล่าวมาใช้เล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ"
ไม่ต่างจาก "ลิ่วล้อหัวขวด" จตุพร พรหมพันธุ์ ที่ไปไกลถึงขั้นโบ้ยว่าเป็นการจัดฉากของรัฐบาลที่นัดแนะสื่อต่างประเทศให้สัมภาษณ์ "นักโทษชายทักษิณ"
พูดจาลิ้นคับปากว่า "นักโทษชายทักษิณ" เป็นเหยื่อ ให้รัฐบาลใช้กลบเกลื่อนความล้มเหลวในการทำงาน
พร้อมกับแสดงอาการโกรธแค้นที่รัฐบาลสบโอกาสเหมาะในการปลุกกระแส "รักชาติ" ขึ้นมาตีแสกหน้า "นักโทษชายทักษิณ" และพรรคพวก จนเรตติ้งตกฮวบ
ถึงกับระบายแค้นกลางสภา โยนประชาธิปัตย์เป็นต้นเหตุที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดน จนเกิดการตอบโต้กันไปมาอย่างรุนแรง
งานนี้เล่นเอาป่วนกันทั้งสภา กับแค่การต้องการเอาใจ "นายใหญ่" ซึ่งบัดนี้กำลังเหยียบแผ่นดินเขมร และมีกำหนดการพักค้างอีก 2-3 วัน
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่บรรดา "ลิ่วล้อ" ออกมาปกป้องและเดือดร้อนแทน "นาย" นั้น ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่หลุดออกจากปาก "นาย" ในการให้สัมภาษณ์สื่อนอกเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะทันทีที่ "นักโทษชายทักษิณ" รู้ตัวว่าพลาด แล้วรีบออกมาโบ้ยว่าเป็นการบิดเบือนของ "สื่อนอก"
"ไทม์ส ออนไลน์" ที่ถูกพาดพิงก็ตีแสกหน้าด้วยคำสัมภาษณ์แบบคำต่อคำ ความยาวถึง 12 หน้า มาแฉกันจะจะ
ผู้ที่มีจิตใจเป็นธรรม และไม่หน้ามืดตามัวเท่านั้น ถึงจะฟังรู้ ดูออก ว่า "นักโทษชายทักษิณ" นั้น มีเจตนาอย่างไรต่อหัวข้อที่สัมภาษณ์ไป
การที่ลิ่วล้ออ้างว่ามีการจัดฉากสัมภาษณ์นั้น ที่ถูกแล้วคนที่ควรต้องถูกประณามก็คือ "คนให้สัมภาษณ์"
เพราะคนสัมภาษณ์มีสิทธิที่จะถามอะไรก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับ "ผู้ตอบ" ว่าจะใช้สติปัญญาระดับไหน หรือใช้วิจารณญาณในการตอบ หรือไม่ตอบอย่างไร ต่างหาก
จากบทสัมภาษณ์ความยาว 12 หน้า เห็นได้ชัดเลยว่า "นักโทษชายทักษิณ" ตั้งใจตอบทุกคำถามที่วนเวียนอยู่กับสถาบันเบื้องสูง ซึ่งกินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของบทสัมภาษณ์เลยทีเดียว
แล้วอย่างนี้ยังจะมีหน้ามาแก้ต่างว่า "ถูกจัดฉาก" หรือ "ตกเป็นหยื่อ" ได้อย่างไร ?
ที่ถูกแล้วควรจะตั้งข้อสังเกตว่า "นักโทษชายทักษิณ" ทั้ง "ประสงค์ต่อผล" และ "เล็งเห็นผล" ที่จะได้จากการให้สัมภาษณ์ของตัวเองอย่างชัดเจนแล้วมากกว่า
เพราะสำหรับ "นักโทษชายทักษิณ" ไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับสัญญาณที่ถูกส่งไปยัง "ลิ่วล้อลูกสมุน" ทั้งจาก 3 กองกำลัง ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังเสื้อแดง กองกำลังเพื่อไทย และกองกำลังที่เป็น "มันสมอง" จากบ้านเลขที่ 111 ก็พร้อมจะเดินหน้าไปสู่ "ความรุนแรง" ตามหมากที่วางไว้ว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลให้ได้ในสิ้นปีนี้
จะว่าไปแล้ว สถานการณ์การเมืองและบ้านเมืองที่เกิดจากผลของ "ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ" กำลังส่งผลให้เกิดการ "บานปลาย" ได้ทุกเมื่อ
เพราะนับจากนี้ กระแส "รักชาติ" จะตีคู่กับ "คว่ำบาตร" ขบวนการทักษิณทั้งระบบ
และนี่จะเป็น "หัวเชื้อ" ที่เป็นชนวนให้เกิดการปะทะรุนแรงในเวลาต่อมาได้ไม่ยาก
โดยเฉพาะเมื่อแผนของ "ขบวนการทักษิณ" ต้องการใช้กระแสรักชาติ เป็น "หัวเชื้อ" ให้เกิดความชอบธรรมในการปลุกปั่นสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง
สอดรับกับเสียงของ "บิ๊กจิ๋ว" ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ออกมากระทุ้งรัฐบาลให้รีบยุบสภา ก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่
งานนี้เห็นชัดเลยว่า "ดีกรีความรุนแรงทางการเมือง" จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน !!!
โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น



