
ตอน...หยุดข่มขืน กันเสียที
โบราณว่าเอาไว้ว่า อย่าข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า หมายความว่า อย่าพยายามยัดเยียดอะไรให้แก่คนอื่นที่เราไม่รู้ว่าเขาอยากได้สิ่งนั้นหรือไม่ หรือจะแปลว่าอย่าไปคิดหรือตัดสินใจแทนคนอื่นก็คงจะได้ เข้าทำนองเดียวกันกับที่พยายามบังคับให้วัวมันกินหญ้าเข้าไปให้ได้ ทั้ง
การที่คนเลี้ยงวัวหรือเจ้าของวัวไปบังคับให้วัวกินหญ้าให้มากขึ้น จนถึงขั้นที่ออกแรงดันเขาวัวบังคับให้มันก้มลงกินหญ้า เพราะคิดแทนวัวว่าหากมันกินหญ้าได้มากๆ ร่างกายของมันจะได้เติบใหญ่แข็งแรงมากขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจจะก่อให้เกิดอันตรายขึ้นมาได้ หากวัวมันออกแรงต้านการบังคับด้วยการสะบัดเขาหนีออกมาจากรางหญ้า เขาที่แหลมคมทั้งคู่ของวัวอาจจะทิ่มแทงจนเจ้าของที่กำลังบังคับอยู่บาดเจ็บล้มตายขึ้นมาได้
ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดีมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในโลกนี้ ด้วยว่านอกจากจะมีสินค้าทางการเกษตรเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมากแล้ว ยังเป็นประเทศที่มีศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สถานที่ท่องเที่ยวหลายต่อหลายแห่งของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีจุดขายเป็นความงามตามธรรมชาติ มักจะได้รับการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักกันในทางที่ผิด โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ออกหน้ามาท้วงติงการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผิดๆ
สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในประเทศไทย มักจะถูกสอนให้ปรับแต่งรูปโฉมโนมพรรณเพื่อรับนักท่องเที่ยวแทนที่จะใช้งบประมาณจำนวนมากที่จ่ายไปในแต่ละปี ไปบอกกับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศให้ปรับตัวเข้ากับสถานที่ท่องเที่ยวที่จะต้องไป ซึ่งจะทำให้สถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ คงความมีมนต์ขลังยึดเหนี่ยวจิตใจนักท่องเที่ยวได้ยาวนานกว่าและตลอดไป
สถานที่ท่องเที่ยวที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติเช่นพัทยาและภูเก็ต จึงถูกสอนให้เติมแต่งจริตจะก้านรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยการเปิดให้มีบาร์เบียร์และสถานบันเทิงที่หลากหลาย ไม่ต่างไปจากย่านบันเทิงในต่างประเทศทั่วโลก เชียงใหม่ สมุย พะงัน และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ก็ถูกชักจูงให้ปรับแต่งตามกัน
บาร์เบียร์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ และคาราโอเกะ กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองท่องเที่ยวในประเทศไทย ผู้หญิงนั่งดริงก์เชียร์แขกกลายเป็นแม่เหล็กที่ใช้มาดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยที่หน่วยงานระดับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานในระดับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีหน้าที่โดยตรงกลับนิ่งเฉยราวกับเห็นดีเห็นงามไปด้วยกับการพัฒนาในแนวทางดังกล่าว
จนวันนี้ถึงขั้นที่มีการจัดมหกรรมดนตรีขึ้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ราวกับจะแข่งกับมหกรรมดนตรีแจ๊สที่หัวหิน หรือดนตรีเพื่อชีวิตที่เขาใหญ่ โดยไม่คำนึงว่า อ.ปาย จะมีขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวและความสามารถในการกำจัดขยะที่เกิดขึ้นได้เพียงใด หรือว่าจุดขายของ อ.ปาย อยู่ที่จุดใดกันแน่ ก็แล้วถ้าอย่างนั้นการจัดการส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะนี้จะต่างอะไรกับการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากำลังหลับหูหลับตาดูภาคธุรกิจที่กอบโกยข่มขืน อ.ปาย อันเป็นที่รักของผมอย่างภาคภูมิใจ แล้วจะต้องมีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เอาไว้ทำซากอะไรกันครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



