ข่าว

ทักษิณในสงครามสื่อ

ทักษิณในสงครามสื่อ

10 พ.ย. 2552

เรื่องราวเมื่อปลายอาทิตย์ที่แล้วและต่อเนื่องมาจนถึงขณะที่กำลังปิดต้นฉบับนี้ เห็นจะไม่มีอะไรที่ร้อนแรงไปกว่าเรื่องของความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเรื่องราวของตำแหน่งของคุณทักษิณ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางฝั่งกัมพูชา และการโต้ตอบซ

 ไม่ว่าจะมีการพูดถึงความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับอภิสิทธิ์ ฮุน เซน กับอภิสิทธิ์ ก็ตาม หรือรวมไปถึงการบอกว่าให้เอาทักษิณออกไปจากภาพนี้ ทั้งจากนักวิชาการอาวุโส และจากตัวทักษิณเอง ผมกลับคิดว่าคู่ความขัดแย้งหลักในเรื่องนี้ก็คือ ทักษิณกับสื่อของไทย

 จนมาถึงวันนี้ผมไม่แน่ใจว่า ในบรรดาคนที่สนับสนุนให้คุณอภิสิทธิ์อยู่ได้ในตำแหน่งนั้นอาจจะไม่ใช่ "มือที่มองไม่เห็น" หรือเหล่าอำมาตย์ หรือเหล่าอภิชนด้วยซ้ำ ผมคิดว่านายกฯ อภิสิทธิ์คือขวัญใจของสื่อตัวจริง จะได้เพราะความจำเป็นหรือจะด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาก็ไม่อาจทราบได้ จนบางครั้งผมคิดว่าสมัยคุณชวนนั้นคุณชวนยังไม่ได้รับความสนับสนุนจากสื่อมากเท่าที่คุณอภิสิทธิ์ได้จากสื่อจนถึงวันนี้

 ดังนั้นผมจึงขอเสนอต่อไปว่า สุดท้ายแล้วคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดของทักษิณนั้นอาจไม่ใช่รัฐบาลไทย ขบวนการเสื้อเหลือง และเหล่าอำมาตย์ อภิชน ตุลาการและทหารหรอกครับ แต่คือสื่อมวลชนชาตินิยม ที่ประสบความสำเร็จในการรายงานข่าวความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา จนทำให้เกิดการตัดสินใจในกระบวนการทางการทูตที่ทำให้เกิดการรายงานข่าวว่า

 คะแนนนิยมของคุณอภิสิทธิ์นั้นเพิ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดแซงหน้าคุณทักษิณ

 พูดอีกอย่างก็คือ ทักษิณนั้นเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสื่อไทย และตราบเท่าที่ทักษิณยังหากระบวนการในการต่อสู้กับสื่อได้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่นักวิชาการอาวุโสบอกนั้นแหละครับว่าคุณทักษิณน่ะจบไปนานแล้ว เพราะสุดท้ายเงิน มวลชนบนถนน หรือเพื่อนบ้านต่างๆ นั้นก็ช่วยคุณทักษิณไม่ได้หรอกครับ

 ซึ่งงานนี้ก็พูดได้คำเดียวว่าทักษิณได้ทำกรรมกับสื่อไทยไว้เยอะ งานนี้ก็เลยเจอคู่ต่อสู้ตัวจริงที่เปิดเผยตัวชัดเจนนั่นแหละครับ

 ดังที่เราเห็นว่าสื่อของเรานั้นให้ความสำคัญในการรายงานความขัดแย้งระหว่างประเทศราวกับว่าประเทศที่เราขัดแย้งด้วยนั้นไม่ได้อยู่ติดกับเราสักนิด มิหนำซ้ำยังไม่ได้คิดว่าภาษาของเรานั้นก็ไม่ยากที่ชาวกัมพูชาซึ่งอยู่ติดกับเราจะเข้าใจหรอกครับ

 ที่สำคัญ ก้าวเข้าสู่วันที่สี่และห้า ยังไม่มีการลงข่าวทัศนะในสังคมกัมพูชาเองแต่อย่างใด ข่าวยังวนเวียนแต่ทัศนะของคนไทยที่มีต่อเรื่องนี้ และการกล่าวหาฮุน เซน จากมุมของของคนไทย หรือคัดสรรข่าวต่างประเทศที่คิดตรงกับฝั่งเราเท่านั้น

 ผมคิดว่าเรามีเส้นแบ่งที่บางมากในเรื่องของชาตินิยมและอาการคลั่งชาติ และเมื่อเราพบว่ารากเหง้าของสื่อนั้น มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความเป็นชาติในฐานะชุมชนที่เป็นปรากฏการณ์ของการจินตนาการร่วมกัน เราก็คงจะต้องถามคำถามต่อว่าเราจำเป็นจะต้องสร้างชาติด้วยกันสร้างศัตรูเสมอไปไหม?

 เราสามารถสร้าง/คิดถึงชุมชนที่เรียกว่าชาติโดยไม่ต้องมีเส้นแบ่งในฐานะผู้อื่น หรือศัตรูได้ไหม?

 ผมคิดว่าท่าทีที่ไม่รุนแรงและเต็มไปด้วยความหลากหลายในการนำเสนอความคิดเห็นของบ้านเราที่พยายามเข้าอกเข้าใจประเทศที่อยู่ติดกับเราน่าจะทำให้ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นของสองชาตินั้นเกิดขึ้นได้

 เพราะอย่าลืมว่าความรุนแรงที่เกิดระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้คนของเราได้รับอันตรายในสองครั้งที่ผ่านมานั้นมิได้เกิดจากการกระทำจริงของผู้ให้ความเห็นเลย แต่เกิดจากการนำเสนอข่าวของประเทศเพื่อนบ้านเอง และถ้าเป็นเช่นนั้นถ้าเราไม่ระมัดระวังการสร้างเชื้อมูลที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นจริง

 ท่ามกลางความภูมิใจของสื่อคลั่งชาติและความนิยมที่เพิ่มขึ้นของนายกรัฐมนตรีที่สื่อมวลชนภูมิใจ ว่า "ได้ทำอะไรสักอย่าง" แล้ว