ข่าว

สภาฯล่มองค์ประชุมไม่ครบหลังถอนบันทึกไทย-เขมร

สภาฯล่มองค์ประชุมไม่ครบหลังถอนบันทึกไทย-เขมร

09 พ.ย. 2552

ประชุมสภาฯล่ม องค์ประชุมไม่ครบ หลังรัฐบาลยอมถอนบันทึกประชุมกมธ.ไทยเขมร-เขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

 (9พ.ย.) เมื่อเวลา 15.20 น. ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้มีการพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และกรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย มาเลเซียและเวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนกัน ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ

 นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) ยังไม่ใช่ข้อความเห็นในข้อตกลงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนเขาพระวิหาร ซึ่งร่างตกลงดังกล่าวอยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งเมื่อการเจรจายุติได้มีการขอความเห็นจากรัฐสภาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 50 ต่อไป

อย่างไรก็ตามสำหรับบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา(เจบีซี) เป็นการรับทราบบันทึกการประชุมทั้ง 3 ฉบับต่อรัฐสภา ซึ่งเนื้อหาเป็นเพื่อให้การจัดทำเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาได้ดำเนินการต่อไป และให้ความมั่นใจว่าผู้แทนไทยได้พิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ซึ่งบันทึกดังกล่าวคือที่ประชุมยืนยันว่าจะให้ผลิตแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศตลอดเขตแดนเพื่อช่วยในการกำหนดเขตแดน และหารือเรื่องการจัดทำคำแนะนำในพื้นที่เขตแดน รวมเขตแดนเขาพระวิหารด้วย และให้สำรวจสถานการณ์ชายแดนเขาพระวิหารด้วย ซึ่งหากรัฐสภาอนุมัติก็ไม่ได้ทำให้ร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหารมีผลใช้บังคับ ทั้งนี้เนื่องจากร่างเจรจาข้อตกลงชั่วคราวฯยังมีประเด็นคงค้างและต้องเจรจาต่อไปโดยยังไม่ข้อยุติ และข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวเพื่อลดความตรึงเครียดบริเวณเขาพระวิหาร

 นายกษิต กล่าวต่อว่า ส่วนกรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย มาเลเซียและเวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนกันนั้น ขณะนี้มีพื้นที่ที่ทับซ้อนกันอยู่ 867 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทางมาเลเซียเห็นว่าควรรีบแก้ไขเรื่องนี้ให้เรียบร้อย และทางไทยเห็นว่าหากแก้ไขได้ก็จะเป็นประโยชน์ อย่างไรก็ดีเนื่องจากการเจรจาดังกล่าวอาจมีการแบ่งสิทธิ์และแบ่งสิทธิ์อำนาจร่วมกัน จึงเห็นว่าอาจมีการเข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 50 จึงได้ทำเป็นกรอบการเจรจาขึ้นมาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่วมกัน

 ทั้งนี้ภายหลังจากที่รมว.ต่างประเทศชี้แจงเนื้อหาเสร็จได้ขอให้ประชุมลับ ซึ่งได้มีส.ส.จากพรรคเพื่อไทยได้ลุกขึ้นประท้วง เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ควรให้ประชาชนรับรู้ และเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงอยากให้รัฐบาลใจกว้างเปิดให้ประชาชนได้รับฟัง

 ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพูดว่ามีการทำสัญญาที่ไม่โปร่งใสในรัฐบาลชุดก่อน และขณะนี้ก็มีข่าวว่ารัฐบาลเตรียมยกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ซึ่งตนไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการประชุมลับ เพราะประชาชนต้องการรับรู้ว่าเหตุใดรัฐบาลถึงต้องยกเลิกเอ็มโอยูระหว่างไทย-กัมพูชาด้วย

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ชี้แจงว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เรากำลังขอเครื่องมือเพื่อนำไปเจรจา ซึ่งเกรงว่าบางเรื่องอาจมีคำพูดที่เสี่ยง และอาจถูกนำไปตีความจากประเทศเพื่อนบ้านและอาจจะมีปัญหาขึ้นได้ ก็ต้องถามสมาชิกว่าหากอภิปรายเกินเลยก็อาจมีปัญหาได้ แต่หากยืนยันไม่เกินเลยก็ประชุมแบบเปิดเผยได้ และตนก็ไม่ได้กังวลว่าอภิปรายแล้วจะทำให้เสียหาย แต่เกรงว่าเมื่ออภิปรายแล้วไปพูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันอาจทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ ตนจึงบอกว่าถ้าหากประชุมเปิดเผยก็ขอให้อภิปรายในกรอบไม่ให้กระทบกระเทือนต่อประเทศเพื่อนบ้าน

 อย่างไรก็ตามนายชัย ได้สรุปว่าให้มีการประชุมลับ และให้ประชุมไปก่อนแล้วช่วงก่อนสว่างแล้วค่อยเปิดเผย แต่ส.ส.พรรคเพื่อไทยยังคงอภิปรายไม่เห็นด้วย จนท้ายที่สุดนายชัยต้องสั่งพักการประชุม 5 นาทีเพื่อให้วิป 3 ฝ่ายไปหารือกัน

 ภายหลังจากหารือวิป 3 ฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าควรถอนบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ออกจากระเบียบวาระก่อน โดยนายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า นายกฯต้องชี้แจงต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อรับทราบสิ่งต่างๆว่าบริหารราชการแผ่นดินแล้วเกิดผลกระทบ เพราะเขาดำเนินการกับบุคคลท่านหนึ่งแล้วท่านไม่พอใจ ตรงนี้นายกฯต้องตอบให้ชัดว่าความสัมพันธ์ประเทศไทย-กัมพูชามีผลกระทบเพราะรัฐบาลนโยบายผิดพลาด จึงอยากให้นายกฯใช้รัฐสภาเพื่อชี้แจง และหากตอบได้ก็ไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ถือว่ามีความละเอียดอ่อนจึงอยากให้ถอนเรื่องนี้ออกไปก่อนแล้วรอสถานการณ์คลี่คลายค่อยนำกลับเข้ามาสู่รัฐสภาอีกครั้ง

 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า เมื่อพวกเราเป็นตัวแทนประชาชนเราต้องยืนหยัดความเห็นของรัฐบาล วันนี้ขอความร่วมมือทุกฝ่ายเราต้องส่งสัญญาณและนึกถึงประเทศชาติเป็นหลัก และปัญหาขณะนี้ก็มีความรุนแรงพอสมควร และปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากพฤติกรรมของตัวบุคคลมากกว่า จึงอยากเสนอให้รมว.ต่างประเทศถอนเรื่องนี้ออกไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่ว่าจะหลบเลี่ยงการชี้แจงใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่รัฐบาลได้ตัดสินใจไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชนและทุกมาตรการทุกก้าวก็ดูแลผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่เป็นเพื่อนบ้านที่ดีตามชายแดน รัฐบาลตะหนักดี ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากรัฐบาลไทยเลย แต่รัฐบาลไทยจำเป็นต้องแสดงจุดยืน แต่เมื่อจะมีปัญหาเสนอเรื่องนี้เข้ามาอาจะแสดงความเห็นไม่ตรงกันของฝ่ายค้านและรัฐบาล และคุยหลังบัลลังค์ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเกรงว่าอาจจะมีผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน จึงไม่มีปัญหาที่จะถอนเรื่องนี้ออกไปก่อน

 อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีการลงมติว่าจะถอนเรื่องดังกล่าวออกจากระเบียบวาระการประชุมหรือไม่ ปรากฏว่าองค์ประชุมไม่ครบมีสมาชิกมาร่วมประชุมแค่ 312 เสียง ทำให้นายชัยได้กล่าวว่าขอให้มีการเลื่อนไปนับองค์ประชุมในวันที่ 10 พ.ย.แล้วปิดประชุมเมื่อเวลา 17.00 น.